คำอุทธรณ์จากดาร์คลอร์ด…
เกิดเป็นซิธมันผิดตรงไหน??
มันอาจจะใช่ว่าเราไม่ได้เกิดเป็นซิธแต่ทีแรก…แต่จักรวาลก็ให้สิทธิ์แก่เราในการเลือกที่ว่าเราจะวางวิญญาณ(วิน-ยา-นะ)สภาวะทั้งปวงแห่งตนไว้ยังฟากฝั่งใดของสมดุลแห่งพลัง
เจ้าจะว่าเราทำการล่อลวงเจได?
เราไม่เห็นว่าสิ่งที่เราทำจะต่างจากที่เจ้าทำตรงไหน…
แล้วเราผิดตรงไหนที่จะหาคนที่มีแววมาฝึกเป็นซิธ??พวกเจ้าเพียงได้เปรียบเพราะมีพวกมากกว่า และยืนอยู่ในฟากที่ถูกเรียกว่าเป็นความดี…หากทั่วทั้งจักรวาลมีเพียงเรา…คำว่าเลวที่พวกเจ้าใช้เรียกเราก็จะมีค่าไม่ต่างอะไรไปจากคำว่าดีที่พวกเจ้าใช้เรียกตัวเอง
เช่นนี้แล้วมันก็เป็นเพียงประชาธิปไตยฉบับบูดเบี้ยว
เหล่าเจ้าล้วนถูกยัดเยียดรสนิยมความชอบมาจากคนอื่น…แล้วเหล่าเจ้ายังคิดจะยัดเยียดรสนิยมความชอบนั่นมาสู่เราด้วย
ใยเราต้องยอมรับ??
แอนนี่น้อยผู้ศิษย์คนล่าสุดของเรา…เขาต้องกลายเป็นปิศาจเพราะความอ่อนโยนแท้ๆ
Jedi shall not know anger, nor hatred, nor love…
กฎไร้ใจของพวกเจ้า กฎแห่งวิญญาณสภาวะอันแสนกระด้างของพวกเจ้า หากเจ้าต้องการเช่นนั้นใยเจ้าไม่สร้างหุ่นยนต์เยี่ยงนายพลกรีวัสแล้วใส่โปรแกรมการต่อสู้แบบเจไดลงไปในหัวหุ่นนั่นดังเช่นข้าทำ…
เช่นนั้นแล้วเจ้าคงได้ทุกอย่างดังต้องการ
UTOPIA
เป็นตอนหนึ่งจากนิยายที่ผมกำลังเขียนอยู่…เป็นบทสนทนาระหว่างเจ้านายสาวกับหุ่นรับใช้ที่มีความปรารถนาเหมือนกับหุ่นยนต์ในนิยายวิทยาศาสตร์ทั่วไปคืออยากเป็นคน
Utopia
…เป็นคำจากภาษาหนึ่ง ซึ่งสามารถแปลเป็นคำในอีกภาษาหนึ่งได้ว่า…
Nowhere
…โนแวร์…
…มีความหมายในอีกภาษาหนึ่งว่า…
…ที่ไหนก็ไม่มี…
…แต่ถ้าเราเปลี่ยนการเว้นวรรคสักหน่อยมันก็จะเป็น…
Now here
…นาวเฮียรฺ…
…มีความหมายในอีกภาษาหนึ่งว่า…
…ที่นี่…ตรงนี้…
และถ้ามองในระดับปัจเจก…หากจะบอกว่ายูโทเปียคือภาพฉายของอภิมหาลักษณะแบบแห่งกิเลสมนุษย์ก็คงจะไม่ผิดนัก
“ทำไมเธอถึงคิดอย่างนั้น” คุณหนูถามผมในขณะที่พาหนะต้านแรงโน้มถ่วงรูปทรงลูกปืนสีดำสนิทของเธอพุ่งทะยานไปบนถนน
“เหมือนที่ผมเคยพูด เพราะว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่ผมอยาก ดังนั้นผมจึงอยาก ยูโทเปียก็เช่นกัน เป็นสิ่งสมมติที่เกิดขึ้นเพื่อสนองความอยากของมนุษย์ที่ไม่ได้เป็นหรืออยู่ในสภาวะอย่างที่ตัวเองอยาก”
“แต่ความอยากของมนุษย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด”
“ยูโทเปียจึงเป็นโนแวร์ที่สามารถเกิดเป็นนาวเฮียรฺขึ้นมาได้ยังไงล่ะครับ”
“ยังไง?” ท่าทางเธอหงุดหงิด แต่ก็สนใจที่จะรู้
“สมมติว่ามีมนุษย์คนหนึ่งพยายามจะสร้างยูโทเปียขึ้นมาให้เกิดเป็นตัวตนเชิงรูปธรรมขึ้นมาจริงๆ สิ่งที่มนุษย์คนนั้นจะต้องทำก็คือหยิบนามธรรมแห่งความสมบูรณ์แบบของแต่ละปัจเจกมโนปรารถนาภาพในสังคมนั้นๆมารวมกันก่อนแล้วจึงค่อยสร้างยูโทเปียนั้นขึ้นมา”
“แต่ความสมบูรณ์แบบในความคิดของแต่ละคนนั้นสามารถที่จะขัดแย้งกันได้นี่”
“ใช่ครับ…สิ่งที่ตามมาจึงน่าจะเป็นการประนีประนอมทางความคิด และหากใช้การประนีประนอมทางความคิดเข้ามาแก้ไขความขัดแย้งนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้จากการประนีประนอมนั้นก็อาจจะไปขัดกับความสมบูรณ์แบบในความคิดของคนอื่นๆอีก และถ้าเราใช้การประนีประนอมเข้ามาช่วยอีกมันก็อาจเกิดความขัดแย้งรูปแบบเดียวกันไปเรื่อยๆจนเกิดสภาวะนิรันดรแห่งการประนีประนอม (Oroborous of Conpromisation) และเราก็คงไม่อาจเรียกสิ่งที่ได้รับการสร้างขึ้นมาหลังจากจุดสิ้นสุดของนิรันดรแห่งการประนีประนอมว่าเป็นยูโทเปียได้”
“งั้นเราจะทำอย่างที่เธอว่าได้ยังไง? ทำโนแวร์ให้เป็นนาวเฮียรฺ?”
“ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่า ยูโทเปียนั้นสามารถตอบสนองความพอใจของมนุษย์เพียงบางกลุ่มที่มีมโนปรารถนาภาพต้องตรงกันเท่านั้น และถ้าจะสร้างกันขึ้นมาให้จับต้องได้จริงๆก็คงจะเกิดเป็นชุมชนยูโทเปียอยู่ทั่วไปหมด หรืออาจจะเป็นเมืองได้ในกรณีที่มีการรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก แต่นั่นก็ใช่ว่าจะมีได้แค่เมืองเดียว มันก็อาจจะมีหลายเมืองอีก”
“แล้วยังไงต่อ? แบบนั้นก็น่าจะใช้ได้นี่ ยูโทเปียใครยูโทเปียมัน”
“ในทางทฤษฎีนั้นอาจจะใช่ครับ แต่ด้วยในทางปฏิบัติแล้วผมไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้ ลักษณะหนึ่งที่มนุษย์เป็นนั้นคือชอบที่จะยัดเยียดความชอบของตัวเองให้ตกต้องเป็นความชอบของคนอื่นด้วย ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าหากเกิดความหลากหลายของยูโทเปียเชิงรูปธรรมดังกล่าวขึ้นมาแล้วก็จะเริ่มมีการโจมตีกันว่ายูโทเปียของใครกันแน่ที่เป็นยูโทเปียที่แท้จริง ทั้งนี้เพราะมันมีเนื้อแท้แห่งความหมายของยูโทเปียหนึ่งเดียวเป็นตัวตั้ง หากแต่เนื้อแท้นั้นกลับมีความเกี่ยวพันอยู่กับการสนองตอบความต้องการของมนุษย์ ซึ่งสิ่งที่มันเกี่ยวพันด้วยนั้นไม่มีที่สิ้นสุดจึงนำมาซึ่งการตีความเนื้อแท้นั้นให้แตกแขนงไปสู่รูปแบบที่แตกต่างกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน”
“เดี๋ยวนะ…แล้วตกลงโนแวร์จะกลายเป็นนาวเฮียรฺได้ยังไง?”
“ด้วยการให้ความเคารพในความคิดที่แตกต่างไปจากความคิดของเราครับ ซึ่งนั่นจะต้องเกิดมาจากจุดเริ่มต้นที่ว่าต้องเข้าใจในความเกี่ยวพันกันของความหมายของยูโทเปียที่เกี่ยวพันอยู่กับความต้องการของมนุษย์ดังกล่าวเสียก่อน”
“แล้วอย่างนี้ถ้าเกิดมีชุมชนหนึ่งที่เชื่อว่าอิสระแห่งการก่ออาชญากรรมคือความเป็นยูโทเปียล่ะ?”
“ก็ช่างเขาสิครับ”
“แล้วถ้าชุมชนพวกนั้นมารุกรานยูโทเปียของเราล่ะ?”
“เราก็ป้องกันตัวเองสิครับ เราต้องป้องกันแต่ไม่คุกคาม”
“แล้วถ้ายูโทเปียที่มาคุกคามเรานั้นไม่ใช่แค่ชุมชนแต่เป็นเมืองขนาดใหญ่ล่ะ? ใหญ่ขนาดที่เราไม่อาจจะต่อต้านได้ด้วยกำลังทางทหาร”
“เราก็รวมตัวกับชุมชนหรือเมืองอื่นๆที่มีความคิดต่อต้านอาชญากรรมเหมือนกันเพื่อป้องกันตัวสิครับ”
“แล้วก็ทำสงครามกัน?”
“ครับ”
“แล้วมันเป็นยูโทเปียตรงไหน? ชั้นไม่เห็นว่ามันจะต่างจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาตรงไหนเลย หรือแม้แต่กับปัจจุบันนี้ก็เถอะ การแข่งขันกันในรูปแบบต่างๆมันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากการทำสงครามเลยสักนิด อาจจะไม่ใช่การกรีฑาแสนยานุภาพแห่งอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าห้ำหั่นกันให้ตายเดี๋ยวนั้น แต่สุดท้ายแล้วผู้แพ้ก็ต้องตายอยู่ดี ยกตัวอย่างง่ายๆด้วยเรื่องของธุรกิจ ความตายที่เกิดแก่ผู้บริหารธุรกิจที่ผิดพลาดอาจจะเป็นเพียงการตายทางธุรกิจ แต่หากยืดเยื้อยาวนานแล้วมันก็สามารถเกิดเป็นความตายทางกายภาพขึ้นมาจริงๆได้เช่นกัน”
“นั่นล่ะครับ โนแวร์ที่ว่าได้กลายเป็นนาวเฮียรฺไปแล้ว”
“อะไรของเธอ?”
“ถ้าคิดตามที่ผมบอกไว้แต่ที่แรกว่ายูโทเปียนั้นก็คือภาพฉายของอภิมหาลักษณะแบบแห่งกิเลสมนุษย์แล้วละก็ เราก็จะเห็นว่าปัจเจกปรารถนาหรือกลุ่มของปัจเจกปรารถนาเดียวกันที่พยายามจะสร้างโนแวร์ได้สร้างนาวเฮียรฺแบบที่มีอยู่ทุกวันนี้ขึ้นมายังไงล่ะครับ”
“………………..”
“เราอยู่ในยูโทเปียแล้วครับ”
“เธอพูดเรื่องพวกนี้ขึ้นมาทำไม?”
“ผมอยากจะบอกคุณหนูว่า ถ้าเรารู้จักที่จะลดมาตรฐานความสุขของตัวเองลงมาให้อยู่ในระดับที่สามารถจะบันดาลขึ้นได้ด้วยอัตปัจจัยสภาวะทุกประการที่เรามีแล้วยูโทเปียก็จะมาอยู่ตรงหน้าเราเองครับ” ผมล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วส่งให้เธอ มันเป็นกล่องกำมะหยี่ใบเล็กๆ “สุขสันต์วันเกิดครับ”
“………………..”
ผมเปิดกล่องออก ในนั้นคือขดสายไฟโปร่งใสที่มีของเหลวสีสันต่างๆบรรจุอยู่ภายใน สายไฟนั้นเหล่านั้นพันตัวกันเป็นรูปแหวน
“สายไฟในตัวผมเองครับ เอาจากที่ไม่ใช่แล้วมาทำ ถ้าหาเงินได้เยอะๆเมื่อไหร่ผมจะซื้อของจริงให้”
“ไม่ต้องหรอก” คุณหนูยิ้มน้อยๆ เธอสวมมันเข้าที่นิ้วนางข้างซ้าย “ยูโทเปียของชั้นอยู่ที่นิ้วนางนี่แล้ว”
วันนั้น…
ความทรงจำถึงความนุ่มนิ่มของริมฝีปากอวบอิ่มตรงหน้าได้ประทับอยู่บนริมฝีปากประดิษฐ์ของผมตลอดไป
ลิ้นด้วย…
น่าเสียดายที่ผมไม่มีความรู้สึกอะไรทางกายภาพจากรูปแบบของการมีปฏิสัมพันธ์ดังกล่าวเลยสักนิด
ผมทำให้ความรู้สึกของเธอเสียเปล่าอีกแล้วใช่มั้ย?
ปล : Utopia -ยูโทเปีย- ชื่อเมืองในอุดมคติในหนังสือของ Sir Thomas More ซึ่งเป็นนักปรัชญามนุษยนิยมชาวอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่สิบหก ยูโทเปียเป็นเมืองที่สมบูรณ์แบบในทางอุดมคติและทั้งยังเป็นรูปแบบของสังคมที่สมบูรณ์แบบในจินตนาการ คำว่ายูโทเปียนั้นเป็นคำศัพท์ที่สร้างมาจากคำในภาษากรีกว่า eutopia อันหมายถึงสถานที่ที่ดี (good place) และในขณะเดียวกันคำว่า eutopia นั้นก็ยังไปพ้องเสียงกับคำว่า outopia ในภาษาเดียวกันซึ่งมีความหมายว่าไม่มีที่ใด (no place)
Pavlov’s Dog
ทันทีที่เพลงชาติดังขึ้น…สัมผัสอันคุ้นเคยของ “คำว่า” ความรักชาติก็ขับให้ร่างกายของพวกเขาตั้งตรงขึ้น
ทันทีที่ “เสียงกระดิ่ง” ที่เรียกว่า “เพลงชาติ” ดังขึ้น…กลิ่นเนื้ออันหมายถึง “คำว่า” ความรักชาติที่ฝังอยู่ในหัวก็ทำให้ “น้ำลาย” ที่เรียกว่า “การยืนตรงเคารพธงชาติ” ไหลออกมา
เคารพธงชาติกันเหมือนหมาของพาฟลอฟ…
ผมเห็นผู้คนสมัยนี้เป็นอย่างนั้นจริงๆ
หน้าไม่อาย…
ผมมองไม่เห็นว่าการยืนตรงเคารพธงชาติของเธอนั้นต่างจากการกล่าวสวัสดีขอบคุณของพนักงานร้านสะดวกซื้อบางคน(ส่วนใหญ่)ตรงไหน
คุณค่าเดียวที่มีคือทำให้ผมหวนระลึกถึงการทดลองของพาฟลอฟเท่านั้น…
และหากมองว่าเป็นพฤติกรรมอันเป็นผลสืบเนื่องจากสัญชาตญาณเช่นกันก็คงพอจะสรุปได้ว่าสิ่งที่มนุษย์(ที่อยู่ในอาณาเขตสายตาของผม)กำลังแสดงออกมานั้นก็คือสัญชาตญาณที่เรียกว่า “ความมักง่าย”
บางคนคุยโทรศัพท์ไปเคารพธงชาติไป…
ฟังดูเหมือนผมเป็นพวกสุดโต่ง…ก็ไม่เชิงหรอก ผมเองก็เข้าใจว่าทุกอย่างมันมีพลวัตรของมัน และมันสามารถยืดหยุ่นกันได้ด้วยพลานุภาพแห่งพลวัตรของมันแต่ที่ผมอยากจะบอกก็คือเรื่องของการทำตามกันไปอย่างไม่เคยเข้าใจในความหมายหรือจิตวิญญาณในสิ่งที่ตนกำลังกระทำ…
ก็เท่านั้นเอง
ปล. ทฤษฎี Classical Conditioning อันโด่งดังของ “Ivan Pavlov” (นักสรีรศาสตร์ชาวรัสเซีย)อันว่าด้วยการจับคู่เข้าด้วยกัน ระหว่างตัวกระตุ้นเร้าที่ทำให้เกิดการตอบสนองตามธรรมชาติกับตัวกระตุ้นเร้าที่เป็นกลาง ภายหลังที่เกิดการเรียนรู้ความเกี่ยวเนื่องระหว่างสองตัวกระตุ้นเร้าดังกล่าวขึ้น -การตอบสนองต่อตัวกระตุ้นเร้าแรกสามารถทำให้เกิดขึ้นได้โดยตัวกระตุ้นเร้าตัวที่สอง- การทดลองที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อ “สุนัขของพาฟลอฟ” หรือ “Pavlov’s Dog” นั้นเป็นตัวอย่างที่พาฟลอฟใช้ในการอธิบายทฤษฎีดังกล่าว ปรกติแล้ว อาหารจะเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้สุนัขเกิดการหลั่งน้ำลาย ซึ่งเป็นการตอบสนองตามธรรมชาติ ลำพังเสียงกระดิ่งจะไม่ทำให้เกิดการตอบสนองนี้ แต่พาฟลอฟพบว่าด้วยการจับคู่ตัวกระตุ้นทั้งสองนี้เข้าด้วยกัน นั่นก็คือ สั่นกระดิ่งในขณะที่ให้อาหารแก่สุนัข เขาสามารถสร้างเงื่อนไขให้สุนัขเกิดน้ำลายไหลเพียงได้ยินเสียงกระดิ่ง
Finding my way to go back home…
รักเอย…
มันอยู่เหนือเส้นพรมแดนของคำว่าเพศ เป็นรักแท้ที่มนุษย์สองคนได้มอบให้แก่กัน…
แม้เพียงเสียงแตกสลายของมันคุณก็ไม่มีวันได้ยิน…
เด็กแนว…
เด็กแนว…In-dy-pendence or In-da-Dependence
จริงๆแล้วสิ่งแรกที่ควรคำนึงเมื่อคิดจะแสดงทรรศนะถึงอะไรสักอย่างก็คือ…
เราเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังคิดจะแสดงความเห็นถึงนั้นเพียงไหน?
หากจะเพียงพ่นพล่ามไปตามปัจเจกทรรศนะในหัวตัวเองซึ่งไม่ใช่บทบรรเลงของเพลงแห่งตรรกะสากล สิ่งที่ทำไปก็คงไม่ต่างอะไรจากการสำเร็จความใคร่ทางความคิด เป็นการกำรูดปากกาตามจังหวะจินตนาการเพียงเพื่อให้น้ำหมึกแห่งตัณหาเชิงทรรศนะที่ภายในได้ระบายออกมา
และมันจะไปเปื้อนเลอะเหนอะใครที่ไหนก็ช่าง…
จริงๆแล้วผมก็ไม่ได้ชอบการสำเร็จความใคร่(ทางทรรศนะ)ด้วยวิธีดังกล่าว(ใช้ปากกา)นัก ยิ่งหากทำด้วยคีย์บอร์ดแล้วมันคงทุลักทุเลเชิงกายภาพน่าดู
แต่วันนี้ขอสักทีแล้วกัน
ขอสำเร็จความใคร่(ทางทรรศนะ)ด้วยปากกา(คีย์บอร์ด)โดยการเอาเด็กแนวเป็นต้นแบบสักหน่อย…
แต่ถ้าจะทำโดยคิดถึงเด็กแนวทุกคนที่เดินพล่านอยู่ทั่วผืนแผ่นดินไทยผมคงต้องเหนื่อยตายเสียก่อน ดังนั้น คงต้องขอทำโดยคิดถึง “สิ่งที่สามารถจะเรียกได้ว่าคือความเป็นเด็กแนว” แทน
หากเปรียบสังคมเป็นเหมือนร่างกายของมนุษย์แล้วเด็กแนวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในตอนนี้คืออะไร?
อสุจิ…อย่างแน่นอน
หากมองกันอย่างลึกๆในเชิงเปรียบเทียบดังกล่าวแล้วเราจะเห็นว่าเด็กแนวก็คือสำเนาพันธุกรรมของโกดังโครโมโซมที่เรียกว่าสังคม คือรูปแบบของพฤติกรรมการแสดงออกอันเป็นภาพฉายของแนวคิดความต้องการที่ถูกปลูกฝัง…หรืออาจจะถูกผลักดันจากสังคม
ว่ากันว่าบาปนั้นสามารถตกทอดทางดีเอ็นเอ…
ด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนั้นยังไม่มีตรรกะเชิงวิทยาศาสตร์แขนงใดยืนยันได้ว่าอสุจิมีความนึกคิด แต่ที่แน่ๆคือพวกมันมีสัญชาตญาณ
เด็กแนวก็มีสัญชาตญาณเหมือนกัน…เหมือนอสุจิ
สัญชาตญาณในการเอาตัวรอด…
หากเปรียบความจำเจของสรรพสิ่งในสังคมเป็นดั่งการตายไปบนพื้นห้องน้ำอย่างไร้หลักฐานเชิงประจักษ์ของอสุจิ ถ้าพวกมันมีความนึกคิด สำเนาพันธุกรรมทรงลูกอ๊อดเหล่านั้นคงไม่อยากพบกับจุดจบเช่นนั้น
เด็กแนวก็เช่นกัน…
พลวัตรของวัฒนธรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรุ่นใหม่มีความกล้าคิดกล้าแสดงออกมากขึ้นจนแทบจะก้าวข้ามขอบเขตแห่งความเหมาะสมของวัฒนธรรมดั้งเดิมทำให้เกิดการเสาะแสวงหาสิ่งใหม่ๆเพื่อหลุดพ้นจากความจำเจทางวัฒนธรรมอันเปรียบได้กับการตายอย่างไร้หลักฐานเชิงประจักษ์ดังกล่าว อสุจิวัยรุ่นเริ่มแสวงหาวิถีทางดำเนินชีวิตแบบใหม่ๆ ฟังดนตรีแบบใหม่ๆ อ่านหนังสือแบบใหม่ๆ แต่งตัวแบบใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งการหยิบเอาความน่าจะเป็นทางความคิดดั้งเดิมมาปัดฝุ่นให้เป็นแนวความคิดใหม่
แนวคิดของความเป็นอินดี้…อินดี้ซึ่งย่อมาจากอินดีเพ็นเดนซ์อันหมายถึงความเป็นตัวของตัวเอง
และนั่นคือวิวัฒนาการที่เปลี่ยนอสุจิธรรมดาให้กลายเป็นอสุจิแนว…
แต่อสุจิก็คืออสุจิ มันคือสำเนาพันธุกรรมของมนุษย์ เพราะฉะนั้น สิ่งที่มันมีติดตัวและฝังอยู่ในหัวก็คือความเป็นมนุษย์ ความเป็นมนุษย์ในปัจจุบันที่ให้คุณค่ากับสิ่งที่มองเห็นจับต้องได้เหนือยิ่งสิ่งอื่นใด
โดยลืมนึกถึงสิ่งที่มองไม่เห็นอันเป็นแก่นที่แท้จริงของสิ่งที่ทำไป…
เหตุที่พูดถึงเรื่องนี้นั้นก็เพราะหากถามว่าเด็กแนวคืออะไร ส่วนใหญ่แล้วคำตอบที่ได้รับก็จะไม่พ้นคำตอบที่ว่าคือกลุ่มวัยรุ่นที่มีความคิดเป็นของตัวเอง บ้างก็ว่าคือกลุ่มวัยรุ่นที่คิดไม่เหมือนใคร และมีอีกไม่น้อยที่บอกว่าคือกลุ่มวัยรุ่นที่มีความเป็นอินดี้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งที่พวกเขาแสดงออกจนสังคมให้กำจัดความว่านั่นคือความเป็นเด็กแนวจนทำให้เหล่าอสุจิรุ่นหลังยึดเป็นแบบอย่างในการทำตามโดยหวังว่าจะได้ประดับยศความเป็นแนวบ้างก็ไม่พ้นวิถีการใช้ชีวิตและเสพสื่อดังกล่าวมาแล้ว
ทีนี้เลยต้องมาแยกออกเป็นเด็กแนวดั้งเดิมอันหมายถึงรุ่นแรก(บุกเบิก)กับเด็กแนวรุ่นหลังซึ่งกรุ่นกลิ่นการลอกเลียนจนแทบจะกลายเป็นรุ่นดักดาน
ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างถึงนิตยสารอะเดย์และแฟ็ทเรดิโอ(ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็นคลิ๊กเรดิโอ)เนื่องจากสื่อทั้งสองนั้นถือได้ว่าเป็นศาสดาสถาปนาของเหล่าเด็กแนวรุ่นหลังๆที่แลดูเป็นตัวตนแห่งความเป็นอินดี้ที่ชัดเจนที่สุดของยุค
เป็นอัตสถาปนาอินดี้ชน…
เด็กแนวรุ่นหลังมองความแปลกใหม่ของนิตยสารและคลื่นวิทยุดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ของความแนวโดยลืมมองถึงสิ่งที่ทั้งสองสิ่งนั้นมุ่งเน้นจะนำเสนอไป
ความคิดสร้างสรรค์…
ความมีความคิดเป็นของตัวเองทำให้เด็ก(ที่ถูกเรียกว่า)แนวดั้งเดิมนั้นเสพแนวความคิดของสื่อทั้งสองในขณะที่เด็ก(ที่เรียกตัวเองว่า)แนวในปัจจุบันเสพแนวความคิด(ที่ถูกชักจูงของ)ตัวเองโดยใช้สื่อทั้งสองเป็นข้ออ้างว่าการเสพสื่อดังกล่าวคือความมีความคิดเป็นของตัวเอง
บ้างก็ทำในสิ่งที่เรียกว่าสวนกระแสโดยไม่ได้มองว่าตัวเองกำลังทำในสิ่งที่เป็นการตามกระแสที่เรียกว่าการสวนกระแส…
สงครามโลกสมัยก่อนวัยรุ่นอยากเป็นยุวชนทหาร
สงครามโลกสมัยนี้วัยรุ่นอยากเป็นเด็กแนว
ไม่ได้มีอย่างไหนดีไปกว่ากัน เพราะในหมู่ผู้ที่ต้องการของทั้งสองยุคก็ต้องมีผู้ที่ต้องการเพราะคิดว่ามันเท่ห์อยู่บ้าง…
ซึ่งนั่นไม่ใช่แก่นแท้เลย…
สังเกตไหมว่าความแนวนั้นจะถูกจำแนกประเภทจากการแต่งตัว?
ซึ่งจะว่าไปแล้วจะแต่งกันไปขนาดไหนก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเพราะไม่ได้ไปแต่งบนหัวใคร
แต่มันทำให้เห็นได้ชัดว่าสังคมสมัยนี้ให้อะไรกับอนาคตของชาติบ้าง…
อนาคตของเด็กก็คืออนาคตของเด็กต่างหาก…
น่าจะมีการรวมตัวที่ทำให้สามารถจำแนกเด็กแนวออกด้วยความแตกต่างทางความคิดอย่างสร้างสรรค์บ้าง…
เห็นเด็กที่แสดงออกถึงความแนวด้วยการแต่งตัวแบบที่เรียกว่าแนวแล้วก็เดินอวดความแนวในสถานที่แนวแล้วก็ปวดหัวไปตามแนว
สุดท้ายไม่ว่าจะแต่งตัวมากี่แนววัยรุ่นก็ยังมีชีวิตอยู่แนวเดียว
แนวหายใจรอความตายไปวันๆ…
ถ้ามีสมองแต่ไม่รู้จักคิด ชีวิตก็คงไม่มีอะไรนอกเหนือจากการหายใจรอความตายไปวันๆ
จะรอกันนานแค่ไหนก็คงไม่อาจทราบได้…
แต่ถ้าเป็นอสุจิ…สี่สิบวันก็พอ

