"Principal-Agent Problem" กับ "บรรษัทสยามประเทศจำกัด(มหาชน)"

16 กรกฎาคม, 2005 at 9:54 pm (บทความ)

ไม่ได้อัพบล็อกมานาน วันนี้เกิดคันๆเลยขุดความรู้กระผีกหางอึ่งของ “นักศึกษาเศรษฐศาสตร์ เอกรีไทร์” ของตัวเองมาละเลงเสียหน่อย เช่นนั้นแล้ว…ผิดถูกประการใดสับกันได้ตามอัธยาศัยเลยครับ

“Principal-Agent Problem” กับ “บรรษัทสยามประเทศจำกัด(มหาชน)”

นายจาบัลย์กำลังนั่งครุ่นคิด…และที่เขากำลังคิดก็คือ

“นักการเมืองเป็นอาชีพที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าใบปริญญานั้นไม่ได้มีค่าความหมายมากเกินไปกว่ากระดาษใบเดียว…”

ไม่ว่าจะมีการกำหนดวุฒิการศึกษาขั้นต่ำของผู้ที่จะก้าวเข้ามาเป็นนักการเมืองหรือไม่ ภาพลักษณ์ของนักการเมืองในสายตาของจาบัลย์และอีกหลายๆคนรอบข้างจาบัลย์ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น กลับกัน นับวันมันยิ่งรังแต่จะแย่ลง คงไม่เป็นการสบประมาทเลยหากจะบอกว่า “นักการเมืองปริญญา” นั้นเป็นพวกที่มีแต่ “วิชา” โดยปราศจาก “ความรู้” หรือถึงมี “ความรู้” ก็ยังคงขาดแคลนหรือถึงขั้นไร้แล้วซึ่ง “ความเข้าใจ”

จาบัลย์เชื่อว่าความคิดของเขาไม่ใช่การสบประมาทหรือดูหมิ่นแต่อย่างไร สิ่งหนึ่งที่นักการเมืองทั้งหลายควรจะได้สำนึกสำเหนียกยามได้รับรู้ถึงความคิดของเขาก็คือ
มันเป็นภาพฉายอันเป็นผลจากพฤติกรรมทั้งปวงที่สัตว์การเมืองทั้งหลายในบ้านเมืองแสดงออกมา…

มันเป็นสิ่งที่ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Principal-Agent Problem” คือ “ปัญหาอันเกิดจากจุดมุ่งหมายในการทำงานที่ต่างกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง” จุดมุ่งหมายของนายจ้างคือ “ผลประโยชน์” ของบริษัทอันหมายถึงผลกำไรและความเจริญเติบโตใดๆก็ตามที่บริษัทพึงมี ส่วนจุดประสงค์ของลูกจ้างนั้นคือ “ผลประโยชน์ของตัวเอง” อันคงมิใช่อะไรนอกไปเสียจาก “เงินเดือน” หรือ “ผลประโยชน์อันไม่อยู่ในรูปตัวเงิน” ต่างๆ อาทิเช่น ความสบายใจในการทำงานอันเกิดจากการอู้งานในขณะที่ยังได้รับเงินเดือนเท่าเดิม หรืออาจจะเป็นผลประโยชน์นอกลู่ใดๆอันอาจหามาได้จากการซิกแซ็กในการทำงาน

หากสมมติว่ามีบริษัทหนึ่งอันนามว่า “บรรษัทสยามประเทศจำกัด(มหาชน)” ซึ่งมี “นายประชาชน คนสยาม” (ซึ่งต่อไปนี้อาจจะเรียกว่า “นายจ้าง” หรือ “เจ้าของบริษัท” เป็นบางที่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความลื่นไหลของรูปประโยค) เป็นเจ้าของบริษัท “นายประชาชน คนสยาม” ได้ตกลงว่าจ้าง(เลือก,แต่งตั้ง) “นายนักการเมือง และผองเพื่อน” (ซึ่งต่อไปนี้อาจจะเรียกว่า “ลูกจ้าง” เป็นบางที่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความลื่นไหลของรูปประโยค) ให้ทำงานให้ “บรรษัทสยามประเทศจำกัด(มหาชน)” โดยตกลง(จำใจ)จะจ่ายค่าจ้าง(ภาษี)ให้เป็นรายเดือน ซึ่งแน่นอนว่าความต้องการของ “นายประชาชน คนสยาม” ย่อมต้องหมายถึงผลประโยชน์ความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนของ “บรรษัทสยามประเทศจำกัด(มหาชน)” ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ตัวเจ้าของบริษัท(นายประชาชน คนสยาม)ย่อมต้องการให้เป็นความต้องการของลูกจ้าง(นายนักการเมือง และผองเพื่อน)ด้วย

และต่อมา “นายนักการเมือง และผองเพื่อน” ได้สถาปนา “นายกอ รอมอตอ” หรือเรียกกันอีกชื่อว่า “นายว่า ขี้ข้าพลอย” ขึ้นเป็นผู้บริหารและมีอำนาจเหนือตนโดยมีการลงนามยอมรับจากอำนาจที่สูงกว่าตัวนายจ้าง ซึ่งตรงจุดนี้นั้นทั้งนายจ้างและอำนาจที่เหนือกว่ามิอาจทัดทานได้ ทั้งนี้เป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อยภายในอันจะส่งผลถึงเสถียรภาพและความมั่นคงของบริษัท โดยกฎระเบียบของบริษัทแล้ว “นายกอ รอมอตอ” จะเป็นดั่งผู้มีอำนาจบริหารสูงสุดของบริษัท มีหน้าที่ในการดำเนินนโยบายบริหารต่างๆเพื่อสร้างความก้าวหน้าและผลประโยชน์อันยั่งยืนให้แก่บริษัทอันหมายถึงว่านั่นคือผลประโยชน์ของตัวเจ้าของบริษัทด้วย

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือ “นายกอ รอมอตอ” กลับเลือกจะบริหารบริษัทเพียงเพื่อสนองความกระหายในผลประโยชน์ส่วนตนของตัวเอง นโยบายบริหารต่างๆล้วนถูกผลักดันออกมาใช้เพื่อสร้างช่องทางหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง กับทั้งยังมีการเผื่อแผ่โอกาสเอื้อเหล่านั้นไปยัง “นายนักการเมือง และผองเพื่อน” ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นไปเพื่อสร้างบุญคุณและรักษาอำนาจการปกครองของตน และสุดท้าย “นายกอ รอมอตอ” ก็กลับกลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดโดยใช้ฐานอำนาจที่เหนือกว่ายึด “บรรษัทสยามประเทศจำกัด(มหาชน)” ไปเป็นของตน และฮุบเงินภาษี…เงินเดือนทั้งหมดไปบริหารเองแทน “นายประชาชน คนสยาม”

ซึ่งการยึดบริษัทนี้จะสามารถเป็นไปได้ง่ายขึ้นหาก “นายกอ รอมอตอ” เป็นผู้ร่ำรวยทรัพย์สินล้นฟ้า เพราะ “นายกอ รอมอตอ” อาจใช้กลยุทธ์ควักกระเป๋าตัวเองจ่ายเงินเดือนเพิ่มให้ “นายนักการเมือง และผองเพื่อน” อีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนเพิ่มจากเงินเดือนประจำที่ได้รับจาก “นายประชาชน คนสยาม” ซึ่งการซื้อคนด้วยเงินมหาศาลนั้นง่ายดายกว่าการซื้อคนด้วยใจนัก ด้วยยุทธวิธีดังกล่าวแล้วก็ไม่ยากนักที่ “นายกอ รอมอตอ” จะสามารถขึ้นมาเป็นใหญ่และกุม “บรรษัทสยามประเทศจำกัด(มหาชน)” ไว้ในกำมือได้ สุดท้าย “นายประชาชน คนสยาม” ก็ได้แต่คร่ำครวญในใจ…

“กูจ่ายภาษีจ้างโจรมาปล้นและยึดบริษัท”

พูดง่ายๆก็คือ มันมีความแตกต่างดังยกตัวอย่างไปแล้วอยู่ระหว่าง “จุดประสงค์ของเจ้าของประเทศ” คือ “ประชาชน” กับ “กลุ่มผู้บริหาร” ซึ่งก็คือ “สัตว์การเมือง” นั่นเอง…

พอแล้วดีกว่า…วัยรุ่นเซ็ง

ปล.ดังกล่าวไปแล้ว ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของผมมันเพียงกระผีกหางอึ่ง ผิดถูกประการใดโปรดให้อภัยก่อนสับแหลก…

5 ความเห็น

  1. minimint พูดว่า,

    OH! MY GOD
    ยังไม่ได้อ่านหรอก
    แต่ว่า
    OH! MY GOD

  2. ปราชญ์ วิปลาส พูดว่า,

    อารายฟะที่รัก…

  3. Anonymous พูดว่า,

    เขียนได้ดี สำนวนโวหารแสบๆโดนใจดีมาก ไอ้ที่ถ่อมตัวว่ามีความรู้เพียงเสี้ยวนั้นก็คงต้องคิดอีกที
    ว่าแต่ในเมื่อรู้กันว่ามันเป็นปัญหา Principal-Agent Problem อย่างที่นำเสนอมา อย่างไรเสียเมื่อมีปัญหามันก็สมควรจะต้องมีทางแก้ ถ้าตามทฤษฎีเราก็ควรจะต้องหาระบบที่เข้าไปควบคุมและลงโทษ Agent ตัวดี “นายกอ รอมอตอ” ด้วยความที่ทำตัวบิดเบี้ยวจากกติกาที่ตกลงกันไว้ แต่ใครหนอจะกล้าพอที่จะท้าทายอำนาจ ก็ให้นึกท้อใจ เรามันก็เป็นเพียงมดตัวน้อยหรือเป็นเพียงกลไกเล็กๆในบริษัทใหญ่ ถ้าจะหวังพึ่งสถาบันอื่นหรือองค์กรรัฐก็คงเป็นเรื่องไกลสุดฝัน เพราะพี่แกเล่นคุม เกาะกุม และยึดอำนาจอย่างไม่กลัวฟ้าอายดิน แถมลดเลี้ยวซิกแซกกันซึ่งหน้า ประชาชนอย่างเราก็ได้แต่มองตาปริบๆ แต่ก็นั่นแหละเราก็ไม่ควรท้อแท้ ฟ้าหม่นๆไม่ได้มีกันทุกวัน ฉะนั้นก็ต้องทำการควบคุมเอาเข็มแทงให้พี่เบิ้มแกสดุ้งบ้าง เผื่อว่าจะเกิดปาฏิหาริย์ invisible hand จากกลไกเล็กๆอย่างเราไปคานอำนาจท่านบ้าง ก่อนที่บรรษัทจะล่มก่อนรุ่ง สร้างน่ะยาก แต่แก้มันยากกว่าหลายเท่านะคะคุณขา หรือว่าไง?

  4. ปราชญ์ วิปลาส พูดว่า,

    เรื่องของเรื่องก็คือ…ผมว่ามดเกือบทุกตัวเห็นปัญหา แต่มันล้วนเห็นน้ำตาลก้อนเล็กตรงหน้าที่คว้าจับได้ง่ายตามรายวันนั้นสำคัญกว่าน้ำตาลก้อนใหญ่ขนาดอนันต์ที่สามารถกินกันได้ตลอดชีพ

    จะเห็นได้ชัดว่าณ.ทุกวันนี้เสียงก่นด่าที่มีต่อระบบการเมืองของบ้านเรานั้นช่างมากมายมหาศาล เสียงนั้นดังจนข้ามประเทศ แต่ปัญหาก็คือมีแต่คนพูด ไม่มีการรวมตัวแสดงพลังต่อต้านกันอย่างจริงจัง (แต่อย่างว่า ตำรวจก็ของเขา ทหารก็ของเขา อาวุธทั้งหมดอยู่ในมือเขา เราแกล้งตายแล้วส่งเสียหลอนอาจจะดีกว่า) แต่ที่อยากจะบอกก็คือ ผมไม่แน่ใจนะว่ามันเป็นลักษณะของ “คนทั่วไป” หรือ “คนบ้านเรา” ที่จะ “ไม่รู้สึกรู้สาต่อความพินาศใดๆตราบใดที่มันยังไม่มาหายใจรดต้นคอ” เราเห็นแล้วว่าระบบทุกวันนี้จะพาบ้านเมืองไปสู่ความฉิบหาย แต่ผู้คนมากมาย (ทั้งที่ด่าและไม่ด่า)ก็ยังเห็นแก่หน้าที่ตรงหน้าอันมีผลต่อการดำรงชีวิตให้ผ่านไปวันๆหรือผ่านไปชาติๆของเขามากกว่า ไม่มีใครว่าง(หรือคิดจะว่าง)พอออกแรงเพิ่มมากกว่าปาก ออกแรงกันอย่างจริงจังเพื่อแสดงพลังในการต่อต้านออกมา

    ผมอยากรู้เหมือนกันว่าถ้าเฟืองทุกตัวหยุดเดิน…แล้วระบบมันจะยังเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างไร

    กลัวแต่จะโดนปืนกับอำนาจมืดมาแหย่ตูดให้เดินต่อก็เท่านั้น…

  5. ป๋วย พูดว่า,

    โย่ๆ เข้ามาอ่านแล้วนะ หายไปนานเชีย นึกว่าจะไม่อัพแล้ว
    เรื่องนี้นะเราว่าทุกคนก้อเห็นเหมือนกันแหล่ะ แต่มันยังไม่ใช่ปัญหาสำคัญของแต่ละคนไง เรื่องมันก้อเลยจบลงแค่ในวงสนทนา ไม่มีใครแสดงตัวขึ้นมาต้าน แต่ก้อว่าไปนะเราก้อเหมือนคนอื่นๆล่ะ ใครมันจะไปกล้าต้านเค้าวะ

เขียนความคิดเห็น