หมีมองคน: สินค้าสี่ชิ้นในรายการผู้หญิงถึงผู้หญิง
“ไอ้รายการตอนแปดโมงครึ่งช่องสามนะเหรอ?”
“อืม”
“ทำไมมึงดูเครียดจังวะ?”
“กูสมเพช…เอ่อ…มนุษย์คงพอใจจะได้รับคำว่าสงสารมากกว่าสินะ กูสงสารพิธีกรสี่คนนั้นว่ะ”
“ทำไมวะ?”
“ที่วันนั้น จริงๆก็นานแล้วนะ ที่คุณมีสุขแกเอาบทความของคนอื่นมาอ่านน่ะ เรื่องที่ว่าเอาผู้หญิงไปทำสินค้าอย่างเรื่องเด็กเชียร์เบียร์อะไรแบบนั้นน่ะ”
“อืมๆ กูจำได้ ทำไมวะ กูว่าดีออก ส่งเสริมผู้หญิงบางส่วน กระตุ้นให้รู้สึกตัว ให้ตระหนักถึงศักดิ์ศรีคุณค่าของตัวเอง ไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือให้คนอื่นเอาไปทำเป็นสินค้า คุณมีสุขเธอก็พูดไปแล้วนี่”
“เป็นสินค้ามันไม่ดีขนาดนั้นเลยเหรอวะ?”
“ถ้าพรุ่งนี้กูขายมึงให้คนอื่น มึงจะชอบมั้ยล่ะ?”
“กูอาจจะชอบว่ะ เพราะนั่นหมายถึงโอกาสที่กูจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”
“ไอ้…เฮ่อ…กูจะด่าไอ้สัตว์ก็ไม่ได้ เพราะมึงเป็นสัตว์อยู่แล้ว”
“กูก็สัตว์ มึงก็สัตว์ แต่กูเป็นสัตว์ที่กำลังเป็นสัด”
“อย่ามาทำสายตาลามกกับแข้งกู มาคุยให้รู้เรื่องก่อน คือไม่ใช่ว่าเป็นสินค้าแล้วมันไม่ดีเว่ย แต่การที่เอาคนมาทำเป็นสินค้ามันไม่ดี มันไม่ใช่เรื่องที่น่าสนับสนุน ควรกำจัดด้วยซ้ำ”
“……………….”
“มึงถอนใจทำไมวะ?”
“กูสม…เอ่อ…สงสารสี่คนนั้นว่ะ”
“สงสารอะไรอีกวะ?”
“พวกเธอคงไม่รู้ตัว ว่าตัวเองก็ตกอยู่ในสถานะสินค้าเหมือนกัน”
“ยังไงวะ?”
“กูว่ากาละแมร์แม่งน่าสม…น่าสงสารที่สุดเลยว่ะ แม่งถูกบรรจุไว้เป็นหนึ่งในสี่เพื่อดึงคนดู เพราะกลายเป็นสินค้าไปตั้งแต่ไอ้หนังสือที่ประณามว่ากูแม่งเลว ถึงจะเลวน้อยกว่าพวกมึงก็เถอะ พอเป็นสินค้าก็เลยขายได้ ก็เลยถูกเอามาเป็นจุดขาย สามคนที่เหลือก็พลอยฟ้าพลอยฝน กอปรกับคุณลักษณะส่วนตัว และคุณลักษณะส่วนรายการ ตอนนี้ไอ้รายการนั่นก็เลยดังไปด้วย พอรายการดัง คนก็ดัง สี่คนนั้นก็พัฒนาตัวเองไปเป็นสินค้าในรูปของดาราจอเงิน สามในสี่ถูกเอาไปขายน้ำผลไม้ เออ แต่น้ำผลไม้นั่นอร่อยดีนะ จากนั้นก็มีเอาคุณมีสุขเธอไปโฆษณาอาหารเสริมอะไรทำนองนั้น แล้วสุดท้ายที่กูเห็นนะ สี่คนนั้นมันเป็นการ์ตูนไปแล้วว่ะ”
“อืม…สินค้านี่หว่า สี่ชิ้นเลย”
“กูถึงบอกไง ว่าพวกเธอน่าสม…น่าสงสาร คงไม่ได้รู้ตัว ว่าตัวเองก็เป็นสินค้าอยู่เหมือนกัน”
“กูว่า ถึงรู้ก็คงแค่สะอึกนิดๆว่ะ แล้วก็คงมีสักคนในสี่คนนั้น ซึ่งกูคาดว่าคงจะเป็นกาละแมร์ ที่พูดออกมาว่า “ถึงพวกเราจะเป็นสินค้าก็เป็นสินค้าที่ดีนะค้าาาท่านผู้ชม” แล้วคนอื่นๆก็คงรับลูกกันหมด เพราะท่าทางก็ค่อนข้างเชื่อกันเป็นหนักหนา ว่ารายการของตัวเอง ไม่ใช่สิ รายการของช่องที่มีตัวเองเป็นพิธีกรนั้นช่างมีประโยชน์เหลือเกิน”
“มึงว่า…ถ้าพวกเธอรู้ตัวว่าตัวเองกำลังเป็นสินค้าแล้วจะลาออกจากงานมั้ยวะ?”
“กูว่าไม่น่านะ หรือถึงคิดจะออกก็คงออกไม่ได้หรอก เพราะคนดูคงไม่ยอม ทางช่องก็คงไม่ยอม เพราะพวกเธอเป็นสินค้าที่คนดูและสปอนเซอร์เต็มใจซื้อ และทางช่องก็ย่อมยินดีขาย”
“น่าสงสารเนอะ”
“อืม…โคตรพ่อโคตรแม่น่าสงสารเลยว่ะ”
“ถุย…”
“อืม…ถุย”
Anonymous พูดว่า,
4 ธันวาคม, 2006 ที่ 3:43 am
พระเจ้าจอร์จ…
หมากับหมีถกกันเรื่อง commodification
nattyprofessor พูดว่า,
16 มีนาคม, 2007 ที่ 11:48 am
แต่ผมชอบรายการนี้
inanza พูดว่า,
23 พฤศจิกายน, 2008 ที่ 3:28 am
(เพิ่งเห็นว่าบันทึกเรื่องนี้ไว้นานแล้ว -*- )
ตอนนี้ก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่นะคะ
ถ้าเราเปรียบว่าการประกอบอาชีิพใดๆ คือการขาย
เราทุกคนต่างเป็นสินค้า
เจ็บปวดแต่เป็นจริง
(หรือที่จริงไม่เห็นจำเป็นต้องรู้สึกอะไร มันก็แค่การเปรียบเทียบ?)
ปราชญ์ วิปลาส พูดว่า,
23 พฤศจิกายน, 2008 ที่ 10:59 pm
ครับ โดยส่วนตัวแล้ว ผมว่าเราไม่ควรต้องไปเจ็บปวดกับมัน แต่เราควรจะเข้าใจกลไกของมัน แล้วหาทางอยู่ร่วมกันในลักษณะที่ทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้อย่างปรกติสุขมากกว่า
ทุกวันนี้ผมก็พยายามขายตัวเองด้วยตัวหนังสือของผมอยู่…