หมีมองคน: คุยเรื่องภาคใต้แบบเบาๆ (อีกที)
โดย…ปราชญ์ วิปลาส
พอดีเกิดสำเหนียกกลัวขึ้นมาได้ว่า เรื่องใต้ที่ชวนคุยไปคราวก่อนนั้นออกแนวชวนเสียว ประหนึ่งชวนคุยเรื่องใต้สะดือ ทั้งหมิ่นเหม่จะซวนเซสู่ข้อหามีใจคิดคดเป็นกบฎต่อแผ่นดิน ด้วยรู้สึกว่าตัวเองนั้นมุ่งเป้าการแก้ไขปัญหาไปที่การแบ่งแยกดินแดนจากกันมากเกินไป และเพิ่งนึกขึ้นได้ ว่าเท่าที่ศึกษามา ก็น่าจะยังพอมีทางอยู่ร่วมกันได้ คือหมายถึงว่าอยู่ร่วมกันในนามว่า “บนผืนแผ่นดินไทย” หรือ “ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร”
วิธีการรวมเอากลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนน้อยกว่า อำนาจน้อยกว่า เข้าอยู่ภายใต้ปกครอง หรือเป็นหนึ่งเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากกว่า มีอำนาจมากกว่า ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบเรียบร้อยอย่างยืนยาว ย่อมไม่น่าจะใช่การใช้กำลังเข้าบีบบังคับ หรือใช้การกลืนกินอย่างเข้มข้นและแข็งกร้าว เพราะวิธีการแบบดิบกระด้างดังกล่าว ย่อมไม่อาจใช้ได้ผลกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน เข้มแข็ง และมีรากฐานยาวนานกระทั่งผูกติดอยู่กับวิถีชีวิตประจำวัน อย่างเช่นกลุ่มชาติพันธุ์มลายูผู้นับถือศาสนาอิสลามในเขตสจชต.เป็นต้น
ประเด็นสำคัญจึงน่าจะอยู่ที่ จะทำอย่างไรให้เขายังสามารถระลึกและดำรงไว้ได้ซึ่งอัตลักษณ์เดิม โดยไม่รู้สึกแปลกแยก ต่อต้าน ไม่ปรารถนาจะยอมรับในการอยู่ร่วมกับอัตลักษณ์ใหม่
คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ กับทั้งองค์พระมหากษัตริย์ก็ทรงเป็นพุทธมามกะดังบัญญัติเป็นความในรธน.หมวด ๒ มาตรา ๙ และทรงใช้อำนาจผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ดังบัญญัติเป็นความในรธน.หมวด ๑ มาตรา ๓ การที่รัฐธรรมนูญจะสมบูรณ์ได้โดยการลงพระปรมาภิไธยรับรองนั้น นั่นย่อมหมายความว่า ช่องทางอำนาจทั้งสามช่องทางนั้น เป็นที่รับรองโดยองค์พระมหากษัตริย์ ว่าจะเป็นช่องทางในการจะทรงใช้อำนาจ ซึ่งผมมองว่านั่นคือลักษณะความเชื่อมโยงกันระหว่าง “สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจสูงสุด” กับ “องค์กรการบริหารและการปกครอง”
อิสลามเองก็มีความเชื่อมโยงในลักษณะนั้นเช่นกัน…
ในทางความเชื่อของศาสนาอิสลาม ผู้มีอำนาจในการปกครองบริหาร หรืออย่างน้อยที่สุดคือผู้มีอำนาจในการตัดสินถูกผิดพวกเขา ย่อมต้องเป็นผู้ที่เชื่อและยอมรับกันว่าได้รับการรับรองโดยสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจสูงสุด ซึ่งก็คือองค์อัลเลาะห์เจ้านั่นเอง กล่าวคือ ผู้มีอำนาจนั้นต้องเป็นคนในศาสนาอิสลาม ซึ่งนั่นจะเป็นหลักประกันสำคัญประการหนึ่งให้วางใจได้ว่า เหล่าเขาผู้อยู่ใต้ปกครองนั้นจะไม่ถูกบังคับ หรือนำพาไปในทิศทางอันขัดต่อพระประสงค์ขององค์อัลเลาะห์เจ้า หรือหากมีคำสั่งคำตัดสินใด ก็ย่อมเป็นไปตามแนวทางโองการแห่งอัลเลาะห์
ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า อิสลามเป็นศาสนาที่แฝงฝังอยู่ในรูปแบบของการดำเนินชีวิตอย่างเข้มข้น ต่างจากพุทธในไทยที่ปัจจุบันสัมพันธ์กับวิถีชีวิตแบบง่ายๆเพียงว่าทำดีหรือทำชั่ว โดยดีชั่วที่ว่านั้นตัดสินเอาจากความรู้สึกความคิดเชื่อร่วมของคนส่วนใหญ่เป็นหลัก หรือบ่อยครั้งก็ตัดสินกันโดยเอาตัวบุคคลคู่กรณีเป็นตัวพิจารณา มิได้ชี้วัดกันโดยการทำความเข้าใจลงลึกไปในแก่นแท้ของพุทธปรัชญา ซึ่งทำให้สุดท้ายแล้วดีชั่วกลับกลายเป็นเรื่องที่ว่าประโยชน์แห่งกรรมนั้นตกอยู่กับใคร อันทำให้กลายเป็นเรื่องต้องถกเถียงกันไปไม่จบสิ้นในหลายกรณี
ในศาสนาอิสลามนั้น จะกล่าวว่ามีบทบัญญัติทางศาสนากำกับอยู่ในทุกกิจกรรมก็คงไม่เกินจริงนัก เนื่องด้วยศาสนาของเขาอยู่ในใจ เป็นจิตสำนึก ไม่ใช่เพียงพลิ้วไหวไปในลมปาก
และเมื่อไทยเน้นการพัฒนาไปตามรูปแบบของทุนนิยม มุ่งเน้นการจัดการกับทรัพยากรแบบควบคุมและช่วงใช้ ไม่ใช่อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัย วิถีเยี่ยงนั้นย่อมไปกันไม่ได้กับรูปแบบความคิดเชื่ออย่างอิสลาม ที่เชื่อว่าทุกสิ่งในธรรมชาตินั้นเป็นผลประทานจากอัลเลาะห์ และการหยิบใช้นั้นเป็นไปอย่างเคารพ และสำนึกในบุญคุณของอัลเลาะห์
ทุกวันนี้ ไทยเราเองก็มีการก่อรูปขึ้นของความเชื่อที่ว่า ชีวิตที่ดำรงอยู่ได้นั้นก็เป็นผลประทานมาจากสิ่งยึดเหนี่ยวสูงสุด และการจะใช้มัน ก็ควรเป็นไปอย่างเคารพ และสำนึกในบุญคุณของสิ่งยึดเหนี่ยวสูงสุดนั้นในทุกลมหายใจเช่นกัน ส่วนจะทำได้มากน้อยเพียงไหน คงขึ้นอยู่กับการตีความ หรือจิตสันดานของผู้ใช้
จึงจะเห็นได้ว่า ในฐานะมนุษย์ผู้มีจิตใจ (สมอง) แล้ว เราต่างมีความคล้ายคลึงกันอยู่
การที่คนบางส่วนยังสามารถใช้มือจับโทรศัพท์มือถือ ปากเคี้ยวแม็คเบอร์เกอร์ไปพร้อมๆกับส่งเสียงแสดงความชื่นชมเศรษฐกิจพอเพียงให้ลอดชิ้นเนื้อแผ่นแป้งผักดองและไรฟันออกมา นั่นเพราะเศรษฐกิจพอเพียงถูกตีความให้ไปกันได้อย่างน่ารักกับทุนนิยม แต่หากเศรษฐกิจพอเพียงอันเป็นโองการอันสืบส่งลงมาจากสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจสูงสุดถูกตีความให้แปลกแยกจากทุนนิยมอย่างอยู่กันคนละขั้ว และเป็นขั้วที่ไม่มีวันบรรจบกันได้ เมื่อนั้นก็น่าสนใจเหมือนกัน ว่าโทรศัพท์มือถือ แม็คเบอร์เกอร์ และเศรษฐกิจพอเพียงนั้นจะยังร่วมกินเลี้ยงด้วยกันได้หรือไม่
จึงน่าจะเห็นได้ว่า การจะพึงดำเนินนโยบายบริหารปกครองใดใดก็ตาม ให้เกิดความสงบราบคาบแก่สังคมได้นั้น ย่อมต้องเป็นไปอย่างเข้าใจ (เอาอกเอาใจ?) และสอดคล้องต่อวิถีชีวิตและความคิดเชื่อของคนในสังคม มิเช่นนั้นแล้ว คงรังแต่จะก่อความขัดแย้งขึ้นอย่างไม่รู้จักจบสิ้น
แล้วผู้ปกครองแบบใดเล่า…ที่จะสามารถกำหนดนโยบายและสร้างสังคมเยี่ยงนั้นได้
ก็ย่อมต้องเป็นผู้ปกครองที่เข้าใจ คิดเชื่อสอดคล้องไปในทางเดียวกับวิถีชีวิต กับความเชื่อหลักของผู้ที่อยู่ใต้ปกครอง
จากที่พูดมาถึงหมด จึงได้นำมาสู่ความคิดที่ว่า หากต้องการแก้ไขปัญหาในสจชต. แนวทางดีที่สุดที่ผมนึกออกในตอนนี้ก็คือ การจัดบริเวณดังกล่าวให้เป็น “เขตปกครองพิเศษ” ซึ่งคุณลักษณะหลักของเขตปกครองดังกล่าวที่ผมคิดก็คือ เหล่าผู้นำในระดับต่างๆของพื้นที่ ทั้งผู้นำชุมชน ตำรวจ นายกอบต. นายกอบจ. ผวจ. หรือผู้นำใดใดก็ตาม ต้องเป็นคนพื้นที่ที่นับถือศาสนาอิสลาม หรือต่อให้มาจากต่างพื้นที่ ก็ต้องเป็นผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามอย่างเข้าใจในเชิงลึก ที่เสนอเช่นนี้ เพราะผมอยากให้คนพื้นที่ได้ใช้ชีวิตอย่างสอดคล้องกับความคิดเชื่อของตัวเอง อีกทั้งยังมีอำนาจในการต่อรอง หรือกระทั่งปกป้องพื้นที่จากการเข้าถึงของนโยบายรัฐ ซึ่งอาจไปขัด หรือถึงขั้นละเมิดความคิดเชื่อหลักของพื้นที่ได้
แต่เรื่องที่ผมยังนึกไม่ออกก็คือ ประเด็นของเรื่องการจัดเก็บภาษีและการจัดสรรงบประมาณ ว่าควรจะเป็นไปในลักษณะใด เนื่องด้วยตัวเองยังไม่มีความรู้ในด้านดังกล่าว ซึ่งบางทีอาจจะมีผู้ตอบปัญหานี้ไว้ในแหล่งความรู้อื่นๆแล้ว หรือหากมีใครคิดเห็นอย่างไร จะเสนอไว้ในที่นี้ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูง
แล้วก็…เรื่องที่สำคัญที่สุดอีกเรื่อง
จะเอาอย่างไรกับไทยอื่นในพื้นที่ดี…
คิดถึงตรงนี้แล้วก็น่าขัน อาจเพราะสร้างไทยขึ้นมาด้วยการสร้างและยัดเยียดความเป็นอื่นแก่ผู้อื่น สุดท้ายแล้วไทยบางส่วนที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นก็กลับต้องไปเป็นอื่นเสียเอง
คงดังสัจธรรมว่า “บริบทเปลี่ยนตัวบทก็เปลี่ยน”
หมีมองคน: บทบันทึกแห่งการเคลื่อนที่ของคอกคิดอันคับแคบ (1)
โดย…ปราชญ์ วิปลาส
ผมไม่อาจก้าวเท้าออกไปนอกคอกคิดอันคับแคบของตัวเองได้….
ผมปฏิบัติต่อมันได้แย่ที่สุดคือทำให้ความคับแคบนั้นคับแคบมากขึ้น หรือดีที่สุดคือทำให้ความคับแคบนั้นคับแคบน้อยลงให้มากที่สุด
ผมทำได้เพียงเท่านั้น…
คงเป็นเรื่องแปลกอยู่สักหน่อย ที่ผมมาเขียนบันทึกการเดินทางหลังจากที่มันผ่านมาแล้วถึงห้าเดือน (อาจเพราะผมคิดว่ามันเป็นสิ่งน่าจะเขียนในทันที) แต่การจะวิเคราะห์ข้อมูล เกร็ดต่างๆ เพื่อสังเคราะห์เอาแก่นแห่งการเดินทางนั้นออกมาเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ไม่ใช่เฉพาะแต่กับการเดินทางจากที่หนึ่งสู่ที่หนึ่ง กับการเดินทางจากการเกิดสู่การตายของชีวิตก็คงเช่นกัน
ด้วยกระหายอยากเห็นชีวิตชุมชนหมู่บ้านที่ตัวเองไม่เคยสัมผัสมาก่อนแต่อยากเขียนถึง ผมติดสอยตัวเองไปกับรุ่นน้องที่เดินทางไปประสานงานกับองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นให้อาจารย์ที่จังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ ลึกลงไปในความปรารถนาอยากเห็นชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของผู้คนในพื้นที่ห่างไกล ผมเพียงอยากหาข้อมูลมาเสริมสร้างการเขียนเรื่องสั้นของตัวเองให้สมจริงยิ่งขึ้น เพื่อสานฝันความปรารถนาเป็นนักเขียนของตัวเองก็เท่านั้น
ถึงที่หมายตอนเจ็ดโมงเช้า ทันทีที่ลงจากรถ ผมก็ได้พบสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงประการหนึ่งทันที มันคือรูปแบบของการดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดอย่างเข้มข้น ความจริงข้อนั้นแผ่ผ่านมาตามเสียงเรียกเซ็งแซ่ของเหล่าคนขับรถรับจ้างที่หากินอยู่ที่ขนส่ง ที่ต้องใช้คำว่าเข้มข้นก็เพราะรูปแบบการเสนอบริการที่ทำให้คนขี้ระแวงอย่างผมรู้สึกเหมือนถูกคุกคามมันทำให้เห็นภาพเป็นเช่นนั้นจริงๆ
ทราบจากพี่คนขับสามล้อคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มรุมล้อมว่า ศาลากลางนั้นอยู่ไกลออกไปถึงสิบกิโล ดูเวลาแล้วกว่าราชการในความคิดผมและรุ่นน้องจะพร้อมบริการประชาชน เราน่าจะมีเวลาถึงอีกหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เราจึงปลีกตัวไปนั่งทานข้าวกันก่อน และอีกเหตุผลหนึ่ง เราไม่แน่ใจว่ามันจะไกลขนาดนั้นจริงๆ เราจึงหน่วงเวลาเพื่อหาทางเสริมสร้างความสมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสาร เพื่อชิงเอาความได้เปรียบที่อาจสูญเสียไปจากการที่มีข้อมูลน้อยกว่าคืนมา
เราทำสำเร็จ…
ทราบจากสองคุณป้าที่ร้านขายของชำที่ขนส่ง แกกระซิบตอบคำถามของพวกผมว่า ศาลากลางนั้นห่างไปสามถึงสี่กิโล ทั้งยังกำชับว่าอย่าไปบอกคนขับสามล้อ เดี๋ยวแกจะโดนว่าเอา พวกผมกล่าวขอบคุณแล้วไปนั่งทานข้าว ความคิดดั้งเดิมประการหนึ่งของผมเกิดร่างชัดขึ้น สิ่งที่เรียกว่าความจริงก็เหมือนของทุกอย่างในโลก มันเป็นที่ต้องการแต่เฉพาะในหมู่ผู้ที่ได้ประโยชน์จากมันเท่านั้น
เช่นนั้นแล้วขึงไม่น่าแปลกใจ ที่ความจริงบางอย่างในบ้านเมืองจะต้องได้รับการปิดบัง ซึ่งผมเข้าใจในเหตุผล แต่คงยากจะหาวันอันเหมาะสมไปยอมรับมัน
โลกในปัจจุบันพามนุษย์ให้ก้าวข้ามกำแพงสิ่งสมมติต่างๆ ก้าวข้ามและเดินย้อนกลับไปสู่การดำรงชีวิตอย่างบุพกาล เป็นชีวิตที่ทำการรักษาท่วงทำนองลมหายใจให้คงที่โดยยึดตามจังหวะดนตรีแห่งสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเป็นหลัก มิจำเป็นต้องตีกรอบการบรรเลงด้วยกฎเกณฑ์ศึลธรรมความถูกต้องใดใดอันเป็นสิ่งสร้างขึ้นภายหลัง และเมื่อเป็นสิ่งสมมติแล้วก็ป่วยการจะไปหาผิดหาถูกสัมบูรณ์กับมัน จริงเท็จถูกผิดที่มีอยู่นั้นล้วนเป็นไปโดยสัมพัทธ์ หากไร้ด้านหนึ่งแล้วย่อมไม่มีอีกด้านหนึ่ง เรามีด้านหนึ่งไว้เพื่อเปรียบเทียบหรือเพื่อสร้างความหมาย/ลักษณะค่าให้กับอีกด้านหนึ่งเท่านั้น
ผมไม่มองการหลอกลวงของพี่ๆคนขับสามล้อเป็นเรื่องผิด ผมเองก็เคยผ่านช่วงเวลาที่ต้องรักษาคงที่แห่งลมหายใจอย่างไม่เลือกวิธีการมาบ้าง และหลายๆคนก็คงเช่นกัน แน่นอนว่าเป็นไปโดยก้าวข้าม มุดลอด หรือบิดเบือนกำแพงศีลธรรมหรือกฎเกณฑ์ใดใดก็ตาม ที่น่าสนใจคือปัจจัยอะไรที่บีบมนุษย์ให้เลือกจะก้าวข้ามมันไปต่างหาก อะไรที่ทำให้ศีลธรรมหรือกฎเกณฑ์ใดใดสูญสลายความเย้ายวนจนไม่น่าเอาเป็นที่ยึดเหนี่ยวอีกต่อไป ซึ่งหากตอบว่าความโลภ คนที่ตอบก็คงตกติดอยู่กับชาตินิยมแบบทหารที่แฝงฝังอยู่ในแบบเรียนและชีวิต ความคิดแบบที่ว่าโลกนี้มีเพียงสองด้าน เป็นเราและเป็นอื่น ไม่อาจมีปัจจัยอื่นๆอีก ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่น่าจะใช่แค่นั้น และน่าจะซับซ้อนกว่านั้น
การที่พี่คนขับสามล้อบอกว่าศาลากลางอยู่ไกลเป็นสิบกิโลนั้น เราสามารถมองโดยใช้บริบทความหมายอื่นที่ไม่ใช่เพียงมิติของศีลธรรมได้ เมื่อมองในบริบทของการขายบริการ ข้อมูลเหนือจริงที่เขาให้มานั้นก็คือการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริการของตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับการโฆษณาผลิตภัณฑ์ต่างๆทางโทรทัศน์หรือสื่ออื่นใด ที่ล้วนโหมประโคมสรรพคุณให้เกินจริงเท่าที่กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคจะอำนวย
หรือให้ใกล้ตัวอีกสักนิด เวลาที่เขียนใบสมัครงาน หลายคนคงอยากเขียนให้มันดูเกินจริงไว้บ้าง จะได้สร้างค่าตัวให้ตัวเองได้มากขึ้น การขายตัวให้กับตลาดแรงงานในครั้งนั้นๆจะได้มีมูลค่าสูงขึ้นไปอีก ส่วนเรื่องของคุณค่านั้นไว้ค่อยว่ากันที่หลัง ว่าสมดังมูลค่าที่โก่งไปในคำชวนเชื่อหรือไม่ ผมมองว่ามันเป็นการผสมผสานอย่างเป็นผลต่อเนื่องกันของทุนนิยมและบริโภคนิยม ถึงตอนนี้แล้วผมถึงกับตระหนักได้ถึงความน่ากลัวของระบบทั้งสอง ไม่ใช่น่ากลัวในเชิงชวนให้ต่อต้าน แต่น่ากลัวที่ว่ามันสามารถแทรกซึมลงไปในการดำเนินชีวิตและสร้างรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้คนที่อยู่ในระบบ โดยที่ตัวคนผู้นั้นอาจไม่ต้องรู้ด้วยซ้ำว่าทุนนิยมและบริโภคนิยมคืออะไร และเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วการจะไปกล่าวหาว่าพี่คนขับสามล้อเป็นพวกตกติดจนหลุดไหลไปกับกระแสของระบบจนก้าวข้ามกำแพงศีลธรรมย่อมไม่ใช่เรื่องถูกต้อง เรื่องอะไรจะไปว่าเขา…บ่อยครั้งเราก็เป็น
เท่าที่ผมคิดได้ การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริการของตัวเองของพี่คนขับสามล้อ ส่วนหนึ่งคือการพยายามสร้างส่วนเกิน (Surplus) เพื่อสามารถลงทุน (ซื้อเชื้อเพลิงรถ) เพื่อทำการผลิตซ้ำซึ่งบริการของตัวเองต่อไป และเมื่อผนวกกับการสร้างส่วนเกินเพื่อใช้ในการบริโภค (ทั้งสิ่งจำเป็นและสิ่งที่ถูกทำให้เชื่อว่าจำเป็น) ด้วยแล้ว ย่อมไม่น่าแปลกใจหากจะต้องมีการโฆษณาชวนเชื่อให้ดูเกินจริงมากขึ้นไปอีก
และหากมองข้ามมิติของความโลภ การโฆษณาเกินจริงดังกล่าวสามารถสะท้อนให้เห็นว่าชีวิตของเขานั้นยังมี “สิ่งขาด” อยู่ ซึ่งผมว่าเราไม่จำเป็นต้องไปมองเลย ว่าสิ่งขาดที่เขารู้สึกนั้นแท้จริงแล้วมีความจำเป็นต่อชีวิตหรือไม่ เพราะหากจะหาผู้รับผิดจากกรณีดังกล่าว ตรงนี้ผมโยนไปให้ระบบที่ล่อลวงให้คนรู้สึกว่าตนยังมีสิ่งที่ขาดอยู่ ล่อลวงโดยสร้างภาพให้เห็นว่าการเป็นมนุษย์นั้นจำเป็นต้องมีปัจจัยใดบ้าง ล่อลวงเพื่อดำรงไว้ซึ่งการคงอยู่และดำเนินไปของระบบ ทั้งที่จริงๆแล้วที่เขามีอยู่อาจพอเหลือจะพอหากหลุดพ้นจากบริบทของระบบนี้ออกไป
ซึ่งตรงนี้ผมอยากตั้งคำถามต่อผู้ที่มักกล่าวหาการผิดศีลธรรมในประเด็นต่างๆ (ทั้งนี้ทั้งนั้นขอเว้นอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ไว้คนหนึ่ง ไม่ใช่เพราะชื่นชอบท่านเป็นการส่วนตัว แต่เท่าที่รู้จักท่านผ่านตัวหนังสือในงานของท่าน คำว่าศีลธรรมของอาจารย์นิธิน่าจะกินขอบเขตความหมายกว้างไกลเกินกว่าจะเอาไปปะปนกับศีลธรรมลมปากแบบอนุรักษ์นิยมบุพกาล) ว่าแท้จริงแล้ว แม้สุดท้ายจะเป็นตัวบุคคลที่ตัดสินใจว่าจะก้าวข้ามกำแพงของศีลธรรมหรือไม่ แต่มือที่มองไม่เห็นของระบบนั้นจะเป็นประเด็นปัญหาที่เรามองข้ามไปได้อย่างนั้นหรือ ในเมื่อบางครั้งหรือบ่อยครั้งในบางคน หากไม่ยอมก้าวข้ามกำแพงศีลธรรมไปตามแรงฉุดนำของระบบ ก็เป็นมือเดียวกันของระบบนั่นเองที่จะย้อนกลับมาบีบบี้ชีวิตนั้นให้แหลกสลาย
บางคนอาจคิดว่าศีลธรรมเป็น Subjective ของแต่ละ Individual แต่เมื่อมันเป็นปัญหาขึ้นมา เราจะลืมไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วทุกปัจเจกนั้นล้วนสัมพันธ์อยู่กับระบบของสังคม ยิ่งหากแรงเหนี่ยวนำของสังคมนั้นรุนแรง เรายิ่งจะลืมไปไม่ได้ ว่าความสามารถในการต่อต้านแรงเหนี่ยวนำนั้นย่อมแตกต่างไปในแต่ละคน ซึ่งบางครั้งแรงต่อต้านที่ว่านั้นเกี่ยวเนื่องอยู่กับความจำเป็นในการดำรงเสถียรภาพของลมหายใจ หรือถึงขั้นความหมายของความเป็นคน เช่นนั้นแล้วเราจะมองแค่ว่ามันเป็นเรื่องของปัจเจกหน่วยหนึ่งโดยเฉพาะได้หรือ
มาตรฐานความเป็นมนุษย์ในใจคนมีการเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบไปตามยุคสมัย แม้แท้จริงแล้วมาตรฐานนั้นอาจเป็นเพียงมุมมองส่วนตัวของปัจเจกหน่วยหนึ่ง แต่ก็แน่นอนว่ามันย่อมเกิดขึ้นมาจากการขัดเกลาของยุคสมัย หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการ “ติดป้ายความหมาย” โดยยุคสมัย และมนุษย์ย่อมแสวงหาวิธีที่จะรักษาความเป็นมนุษย์ของตัวเองเอาไว้ภายใต้เงื่อนไขของยุคสมัย อาจจะโดยเดินตามหรือวิ่งสวนกฎเกณฑ์หรือความเชื่อหลักแห่งยุคสมัยนั้นๆ (หรือแคบลงมาคือเพียงในสังคมที่เขาอยู่ แต่แน่นอนว่าสังคมนั้นก็ถูกกล่อมเกลาโดยยุคสมัยเช่นกัน) ตามแต่ว่าตัวเองนั้นคิดถือยึดเชื่อในแบบใด แต่สุดท้ายแล้วย่อมเป็นไปเพื่อรักษาคุณค่าของตัวเองไว้ไม่ต่างกัน
บางครั้ง เพื่อรักษาคุณค่าของตัวเองตามความคิดหลักของยุคสมัย มนุษย์ก็จำต้องก้าวข้ามหรือละทิ้งความเชื่อบางอย่างไป ซึ่งบางครั้งความเชื่อนั้นอาจจะเป็นคุณค่าดั้งเดิมที่ตัวเขาเคยยึดถือเมื่อนานแสนนานมาแล้ว แต่แล้วก็ต้องยอมก้าวข้ามมันไป เมื่อแรงบีบจากสังคมคอยเตือนให้รู่ว่า หากมัวแต่รักษามันไว้ ความเป็นคนตามการระบุคุณค่าโดยยุคสมัยจะต้องสูญสลายไป
แม้จะมีการพยายามพาผู้คนกลับไปหาคุณค่าความเป็นมนุษย์โดยวัดที่จิตใจ ส่งเสริมให้คนตระหนักถึงคุณค่าของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งวัตถุ แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกในปัจจุบันยังคงมีรูปแบบการสร้างคุณค่าความเป็นมนุษย์ทางใจโดยใช้วัตถุเป็นตัวประกอบอยู่ หรือกระทั่งสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุ (เช่นคุณภาพชีวิตหรือการศึกษาเป็นต้น) ก็เช่นกัน และก็วัตถุและสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุที่ว่านั่นเองที่มีอยู่อย่างหลากหลายรูปแบบ และโลกปัจจุบันก็พยายามขายมันอย่างเอาเป็นเอาตายไปพร้อมๆกัน ทั้งขายและสร้างภาพตีตราว่าสิ่งเหล่านั้นจำเป็นต่อความเป็นมนุษย์แห่งยุคสมัย โลกปัจจุบันมันซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะมองศีลธรรมว่าเป็นเพียง ถูก/ผิด ดี/เลว อีกต่อไป มันมีมิติของความลึกที่มากมายกว่านั้นซ่อนอยู่ หากเพียงจะคิดให้ถึงกันเท่านั้น
มาถึงตอนนี้ ผมกลับนึกขึ้นมาได้อย่างหนึ่งว่า ครั้งนั้นผมเพียงเปรียบเทียบข้อมูลระยะทางจากสองแหล่ง เอาเข้าจริงแล้วมันไม่มีหลักฐานใดมาชี้ชัดได้เลยว่าแหล่งใดถูก แต่ผมกลับเลือกเชื่อในแหล่งที่เชื่อว่าจะทำให้ตัวเองได้ใช้บริการในราคาถูกว่าเป็นข้อมูลที่ถูก และแน่นอน มันอยู่บนพื้นฐานของการมองโลกเพียงสองมิติ ถูก/ผิด ดี/ชั่ว โดยเกิดขึ้นจากการที่ตัวเองวาดภาพในใจไว้ก่อนแล้วว่า เหตุการณ์การโก่งราคาลักษณะดังกล่าวย่อมเกิดขึ้นแก่คนต่างถิ่น การไม่อาจยินยอมต่อความรู้สึกของการถูกเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งผมเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน ว่าหากตอนนั้นผมมองลงไปในเชิงลึกอย่างที่มองในตอนนี้ ผมจะเลือกเชื่อใคร และจะเลือกประโยชน์ของใคร ของพี่คนขับสามล้อ หรือของตัวเอง
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจำได้แม่นและเสียใจมาจนบัดนี้ก็คือ ผมไปถึงในศาลากลางด้วยค่าโดยสารสี่สิบบาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่อรองลงมาจากห้าสิบบาทที่พี่คนขับเสนอ และเมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง กับระยะทางของมัน ผมพบว่าตัวเองเต็มใจจะจ่ายจริงถึงหกสิบบาท
และเสียใจมากยิ่งขึ้นหลังจากที่ยืนโง่หันซ้ายหันขวาไปมา งุนงงต่อตึกสำนักงานราชการอันหลากหลายที่รายล้อม แล้วพี่คนขับกรุณาชี้นิ้วบอกว่าให้เดินไปทางไหน
หมีมองคน: คุยเรื่องภาคใต้กันแบบเบาๆ
หลายวันก่อน เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งถามผมถึงวิธีแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า ‘สจชต.’) ในฐานะที่ตัวเองก็มีพอจะมีความรู้และความสนใจในปัญหาดังกล่าวอยู่ระดับหนึ่ง จึงอยากจะขอตอบอีกครั้งในที่นี้ อย่างเท่าที่ความรู้ที่ตัวเองมีจะอำนวย
โดยส่วนตัวแล้ว ผมเป็นคนแก้ปัญหาที่สาเหตุ เพราะเชื่อว่าแก้ได้ถาวรกว่าการแก้ไปแบบเปลาะๆเฉพาะหน้า เช่นนั้นแล้ว ในสภาวะที่ผมไม่อาจแน่ใจว่า แท้จริงแล้ว ปัญหาความรุนแรงในสจชต.ที่ดำรงและดำเนินอยู่ในขณะนี้นั้นมีสาเหตุจากเรื่องใดกันแน่ ผมย่อมไม่อาจชักธงขึ้นมาแทง ว่าเราจะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ด้วยวิธีการใด
แต่หากแท้จริงแล้ว สาเหตุแห่งความรุนแรงที่แท้จริงนั้นเป็นดังใจผมคิดเชื่อ ผมก็คงต้องแทงธงลงไป ว่าแนวอุดมการณ์แห่งรัฐไทย ที่ผมเชื่อว่าคิดเชื่อและปฏิบัติต่อปัญหาลักษณะนี้อย่างชาตินิยมแบบทหาร ย่อมไม่มีทางจะแก้ไขปัญหาความรุนแรงดังกล่าวได้
นอกจากเรื่องการเชิดชูสถาบันแล้ว มิติความเชื่อหนึ่งของชาตินิยมแบบทหารคือการแบ่งแยก “ความเป็นเรา” และ “ความเป็นอื่น” ซึ่งดูจะตอบรับกับแนวอุดมการณ์ชาตินิยมแห่งรัฐประการหนึ่งอันมีว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” (รธน. ม.1) ได้เป็นอย่างดี เนื่องด้วยเราเหมารวมความ “เป็นของไทย” โดยขีดกรอบเอาจากพิกัดพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ จากสัญชาติอันระบุไว้ในบัตรประชาชน หรือจากขอบเขตคุ้มครอง (ครอบงำ?) ของอำนาจรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นการเหมารวมเอาโดยไม่สนใจพื้นเพภูมิหลัง ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ หรือกระทั่งอัตลักษณ์ดั้งเดิมของผู้คนในพื้นที่ต่างๆของประเทศ เป็นความพยายามทำให้ทุกคนในขอบเขตอยู่ในแม่พิมพ์เดียวกัน เพื่อง่ายต่อการควบคุมจัดการ
แม้จะมีใจความแห่งตัวหนังสือในมาตราอื่นๆของรัฐธรรมนูญ ที่จารึกขึ้นเพื่อรองรับสิทธิในการคงอยู่ของความแตกต่างเหล่านั้น แต่แท้จริงแล้วเมื่อถึงคราวที่รัฐจะทำการใดใด สิทธิในการคงอยู่ของความแตกต่างเหล่านั้นมักถูกลิดรอนไปเพื่อผลประโยชน์ใหญ่ของชาติ (ดังที่รัฐบอก) อยู่เสมอ อีกทั้งยังมีความพยายามจะกลืนกินวัฒนธรรมอื่นๆนั้น ให้กลายเป็นวัฒนธรรมแบบเดียวกับที่แผ่ออกไปจากไทยภาคกลาง (รัฐ) มาตลอดด้วย ซึ่งกระบวนการกลืนกินดังกล่าว บางครั้งก็เป็นไปโดยใช้ความรุนแรง ดังเช่นกรณีกระบวนการในการทำให้รัฐนิยมสัมฤทธิ์ผลในสมัยจอมพลป.เป็นต้น
เช่นนั้นแล้วในวันนี้ ตราบที่ผมยังไม่อาจนึกถึงเหตุแห่งปัญหาในมิติอื่นใดออก ผมจะขอพูดโดยยึดเอาความเชื่อดั้งเดิม กล่าวคือเป็นไปเพราะความรุนแรงทั้งโดยตรงและเชิงโครงสร้างที่รัฐทำไว้แต่อดีต ได้ก่อให้เกิดความไม่เชื่อถือ ไม่ไว้ใจ ไม่ปรารถนาจะได้รับความคุ้มครอง ปกครอง หรือครอบงำใดใดจากรัฐไทยอีกต่อไปนั่นเอง
ซึ่งคงต้องบอกก่อนว่า ความคิดดังกล่าวนั้นคงเป็นไปแต่ในส่วนของผู้ที่ดำเนินการก่อการ (ผมจะไม่ใช้คำว่าก่อการร้าย เพราะแม้การที่ก่อจะดูร้าย แต่หากเจตจำนงของการก่อการเป็นดังผมคิดเชื่อ ผมก็ไม่คิดว่าการที่ก่อนั้นเกิดขึ้นจากจุดประสงค์อันเลวร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเป็นไปในฐานะมนุษย์ ไม่ใช่แค่พลเมือง) อยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะกับชาวบ้านทั่วไปในพื้นที่สจชต.นั้น เป็นที่แน่นอนแล้วว่ากำลังตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อรู้ข้อมูลฝ่ายก่อการแล้วจะบอกกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ไม่ได้ เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยของตัวเอง ครั้นจะนิ่งเงียบเฉยไป ก็ใช่ว่าความปลอดภัยจะมีเสถียรภาพ เพราะผลแห่งความรุนแรงนั้นนับวันยิ่งแผ่กระจายออกไปจนดูคล้ายไม่เลือกศาสนา
แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ในบางครั้งความรุนแรงที่ฝ่ายก่อการสร้างขึ้นจะพุ่งเป้าไปที่ฝ่ายศาสนาเดียวกันกับผู้ก่อการ เช่นกรณีทหารพรานหญิง อาสาสมัครรักษาดินแดน หรือผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชนอิสลาม ผู้ที่เป็นเป้าหมายนั้นก็ยังถือได้ว่าเป็นผู้ที่ยอมรับการควบคุมเชิงโครงสร้างของรัฐไทย ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ยอมตนทางความคิดเชื่อไปในทางเดียวกันกับรัฐไทย เช่นนั้นแล้ว การก่อการดังกล่าวจึงยังคงเป็นสัญลักษณ์ อันส่อแสดงถึงการประกาศตนว่า “ไม่เอาในสิ่งที่เป็นรัฐไทย” ได้อยู่ดังเดิม (ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่นับกรณีผู้ที่ไม่ได้คิดเชื่ออย่างรัฐไทย แต่ได้รับผลกระทบหรือลูกหลงจากความรุนแรง)
เช่นนั้นแล้ว ผมจึงเชื่อว่า ความรุนแรงทั้งหมดที่เกิดขึ้นและดำเนินอยู่ในสจชต.ขณะนี้ เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อถึงการไม่ยอมรับการควบคุมของรัฐไทย ซึ่งคงเอาบริบทของการเรียกร้องอย่างสันติตามวิถีประชาธิปไตยมาใช้ไม่ได้ เพราะหากได้ลองศึกษาประวัติศาสตร์ความพยายามเรียกร้องในวิถีดังกล่าว เราจะพบว่ารัฐไทยตอบแทนการเรียกร้องนั้นอย่างที่ทำให้เกิดความเข็ดขยาด ด้วยทั้งการใช้ความรุนแรงโดยตรงอย่างลับๆ การบิดเบือนให้เป็นอื่น จนทำให้ฝ่ายเรียกร้องไม่อาจเชื่อถือวิธีการเรียกร้องอย่างสันติตามระบอบประชาธิปไตยได้อีกต่อไป ซึ่งต่อให้ความรุนแรงที่ฝ่ายก่อการในปัจจุบันก่อขึ้นนี้ไม่ได้มีความสืบเนื่องใดใดกับความรุนแรงที่ฝ่ายก่อการอื่นๆในอดีตเคยก่อขึ้น แต่เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าประสบการณ์จากประวัติศาสตร์ได้กลายเป็นตัวชี้ชัดแล้วว่าการเรียกร้องโดยสันติวิธีนั้นไม่อาจเป็นผล
ผมไม่ใคร่จะแน่ใจนักว่า ผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้เข้าใจความหมายของคำว่า “แบ่งแยกดินแดน” มากน้อยเพียงไหน ซึ่งกระทั่งกับที่ตัวเองเข้าใจอยู่นั้น ก็ใช่จะมั่นใจว่ามันถูกต้องอย่างครบถ้วนกระบวนความ คือผมสรุปง่ายๆว่ามันคือความปรารถนาที่จะมี Autonomy [ผมจะไม่ใช้คำว่า “เอกราช” เพราะมันเป็นการแปลคำว่า Autonomy ให้เข้ากับรูปแบบการปกครองแบบไทย กล่าวคือมีพระราชาองค์เดียว (เอกราช=เอก+ราชา)] หรือมีสิทธิ์ในการปกครองตนเอง
หากมองด้วยมุมมองของรัฐ ความคิดดังกล่าวย่อมเข้าข่ายกบฎ แต่หากมองด้วยมุมมองของผมซึ่งเป็นปัจเจกหน่วยหนึ่งแล้ว ความคิดดังกล่าวภายใต้บริบทของสจชต.ถือเป็นการภักดีต่ออัตลักษณ์แห่งชาติพันธุ์ เฉกเช่นที่มักพูดกันปาวๆว่าเราเป็นไทย
ซึ่งสำหรับไทยเราแล้วก็น่าตลก เพราะแม้พูดกันปาวๆเยี่ยงนั้น แต่หากถามว่าไทยคืออย่างไรอาจต้องนิ่งไปนานก่อนจะตอบ
ผู้คนดั้งเดิมในสจชต.นั้นไม่ใช่คนไทยมาแต่บรรพกาล หากแต่มาเป็นคนสยามและไทยตามนิ้วอาณาจักรและต่อมาคือรัฐชี้สั่งในภายหลังตามลำดับ สำนึกที่แท้ของพวกเขาคือตัวเองไม่ใช่ “ออแฆฮซีแย” อันหมายถึงคนสยามหรือคนไทย หากแต่พวกเขาคือ “ออแฆฮนายู” อันหมายถึงคนมลายู ซึ่งโดยสำนึกแล้ว พวกเขาไม่มีวันจะเป็นคนไทยในฐานะของ “กลุ่มชาติพันธุ์ไทย” ไปได้เลย โดยเฉพาะในกรณีที่พวกเขาไม่มีวันนับถือศาสนาพุทธ
และหากถามว่า แล้วเราได้พื้นที่บริเวณนั้นมาอย่างไร ก็ไม่ต้องไปศึกษาจากประวัติศาสตร์นอกชั้นเรียนที่ไหน เพราะในตำราเรียนแต่อ้อนออกก็มีบอกอยู่แล้วว่าใช้กำลังหักหาญมา แต่แน่นอนว่าอยู่ในรูปของเอกราชานุภาพ เป็นปรีชาสูงสุดตามยุคสมัย เทียบตามบริบทแห่งเหตุการณ์แล้วก็หาใช่ความป่าเถื่อนไร้อารยะแต่อย่างใด
ผมไม่อินังขังขอบหรือคิดกล่าวโทษต่อการใช้กำลังควบรวมดินแดนในอดีต เพราะคิดแล้วอาจถือว่าเป็นการกระทำอันสมเหตุสมผลตามบริบทต่างๆแห่งยุคสมัย สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือ เมื่อได้มาแล้วเราทำอย่างไร ใช้สิ่งใดในการยึดโยงชีวิตอันแตกต่าง จิตใจอันแตกต่าง จากดินแดนอันแตกต่างไว้กับเรา เราทำได้หรือไม่ กับการทำให้เขารู้สึกวางใจที่จะอยู่ร่วมกับเรา หรือยิ่งทีเราก็ยิ่งทำให้เขาตระหนักถึงความเป็นเพียงชีวิตที่ถูกช่วงชิงมา ซึ่งตรงนี้ผมขอเว้นที่ว่างไว้ให้ศึกษากันเอง ว่าเราทำเช่นใดบ้าง ผลจึงส่งออกมาเป็นความรุนแรงในพื้นที่ดังเช่นทุกวันนี้
ปัญหาที่เป็นมานานแล้วและยังคงเป็นอยู่ในขณะนี้ก็คือ รัฐไทยไม่ยอมรับในความปรารถนาจะมี Autonomy ของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นใดที่ตนประกาศสิทธิ์ครอบครองอยู่ ไม่ยอมรับความปรารถนาจะหลุดพ้นจากเอกราชไปสร้าง Autonomy ให้ตัวเองของชาติพันธุ์อันแตกต่างเหล่านั้น
สงสัยรัฐจะไม่เข้าใจเรื่องความรัก…
ผมมองปัญหานี้ด้วยตรรกะง่ายๆแบบที่ใช้กับความรักคือ “ถ้าดูแลเขาไม่ได้ก็ให้ปล่อยเขาไป”
ลองมองว่าไทยนั้นเป็นไอ้หนุ่มซีแยที่ไปลักเอาผู้สาวนายูมา ช่วงชิงมาด้วยความหื่นกระหาย ปฏิบัติต่อนางอย่างเอาแต่ใจมากกว่าจะเอาอกเอาใจหรือเข้าอกเข้าใจเฉกเช่นคนรักกันพึงกระทำ ปากหรือก็ดีแต่พร่ำพูดคำรัก อยากหนักหนาว่าจะให้อยู่ด้วยกัน หากแต่การกระทำตลอดมานั้นหาใช่ไม่ เมื่อวันหนึ่งนางอยากจากไป และไม่ใช่อยากกลับไปหาพ่อแม่ที่ไหน อยากเพียงแค่ไปมีชีวิตอย่างที่ตัวเองคิดเชื่อ อยากเพียงไปให้พ้นจากไอ้หนุ่มกักขฬะนี้เท่านั้น ไอ้หนุ่มนี่ก็กลับไม่ยอม เพราะหนุ่มนี้มันเชื่อนักว่าเมียข้าคือแขนขา คือส่วนหนึ่ง จักแบ่งแยกไปจากข้ามิได้
เอาแต่ใจเหลือเกิน…
แม้ผมจะมองปัญหานี้ด้วยตรรกะง่ายๆดังกล่าว แต่เมื่อมองกลับมาในระดับรัฐแล้ว การที่ดูแลเขาไม่ได้แล้วก็เลยจะปล่อยไปนั้นก็แลดูจะเป็นการมักง่ายต่อไทยพุทธหรือไทยอื่นที่ไม่ใช่ไทยมุสลิมในสจชต.เกินไป
แต่เราสามารถใช้ตรรกะดังกล่าวในการสร้างทางแก้ปัญหา แบบที่คนๆหนึ่งพึงกระทำต่อคนที่ตนรัก หรือต่อคนที่เขาปรารถนาให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ขั้นแรกคือเราต้องสำเหนียกให้ได้ถึงความผิดอันชั่วร้ายที่ตัวเองกระทำต่อเขา สำเหนียกให้ได้อย่างจริงใจครบถ้วนเช่นคนที่ปรารถนาจะสำนึกผิด ไม่ใช่อย่างคนที่ปรารถนาเพียงจะได้รับการให้อภัย ซึ่งหากถามว่าจะไปสำเหนียกอย่างไรให้ได้ครบถ้วน ก็ความผิดที่ทำมานั้นมันทั้งยาวนานและมากมายเหลือคณา ก็ให้ลองหันหน้านักวิชาการประวัติศาสตร์ที่อยู่นอกกระแสหลัก นักวิชาการในพื้นที่ หรือกระทั่งตัวชาวบ้านในพื้นที่ ผมเชื่อว่าพวกเขามีบันทึกความผิดที่รัฐทำไว้อยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ลงไปถึงระดับรายละเอียด โดยเฉพาะในส่วนของนักวิชาการนั้น อาจได้ข้อมูลลึกที่สุดถึงระดับแรงจูงใจแห่งรัฐเลยทีเดียว
ซึ่งเมื่อสำนึกสำเหนียกได้ครบแล้วก็ขอให้สารภาพออกมาอย่างเป็นทางการ สารภาพให้หมดเปลือก เพราะการสารภาพไม่ใช่การหาเสียง พูดไปให้หมดคงไม่เป็นไร
ผมอยากเห็นรัฐไทยก้มหัวให้ผู้อื่นที่มีอำนาจน้อยกว่าบ้าง ก้มหัวอย่างเคารพว่าแม้มีอำนาจน้อยกว่า แม้อยู่ใต้การปกครอง แต่พวกเขานั้นก็มีตัวตน มีความคิด มีพิกัดตัวตนทางประวัติศาสตร์ มีความทรงจำความสำนึกเรื่องอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง และพึงได้รับสิทธิต่างๆเฉกเช่นที่มนุษย์กลุ่มหนึ่งซึ่งมีความคิดเชื่อไปในทางเดียวกันพึงได้รับ
ทีนี้ก็ถึงขั้นตอนสำคัญ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นหลักสำคัญในการอยู่ร่วมกัน นั่นก็คือการเจรจาบนพื้นฐานของการเอาใจเขามาใส่ใจเรา และให้ลดเอาอคติเรื่องอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวอันแบ่งแยกมิได้ลงไปเสียบ้าง ผมอยากเห็นการเจรจาต่อรองอย่างเป็นทางการและเปิดเผย และประชาชนทั้งประเทศ โดยเฉพาะในสจชต.ควรมีส่วนร่วมรับรู้ในการเจรจานั้นด้วย
และเมื่อขั้นตอนดังกล่าวมาถึง ผมคิดว่า คนที่ตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไร ควรเป็นประชาชนในสจชต. ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทั้งสิ้น
พูดโดยหัวใจเอนเอียงอย่างเสี่ยงตะราง หากมีการเจรจาเกิดขึ้นจริง ผมเชื่อว่าข้อเสนอของฝ่ายก่อการอาจมีน้ำหนักจูงใจได้มากกว่า ด้วยความใกล้ชิดทางศาสนา ความเชื่อ ความคล้ายคลึงแห่งอัตลักษณ์
เหลือแต่ฝ่ายเราเท่านั้น ว่าถ้าผลออกมาในเชิงต้องการจากไป เรากล้าพอจะเคารพสิทธิอันชอบธรรมในฐานะชีวิตแห่งสากลโลกของผู้อื่น จนก้าวข้ามข้อจำกัดของรธน. ม.1 ไปได้หรือไม่
แต่ผมคิดว่า ก็ถ้าในเมื่อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เรายังฉีกทิ้งได้ตั้งหลายครั้งคราว ถ้าเพียงมาตราเดียว หลับหรี่ตามองไปบ้างก็ไม่น่าจะเป็นอะไรกระมัง
สำหรับผู้ที่เข้าไม่ได้หรือหาไม่เจอ
สำหรับผู้ที่เข้าลิงค์ไปยัง “mp3 ในรอยแยกของสถาบันครอบครัว” จาก www.openfest.net ไม่ได้ หรือหาในนี้ไม่เจอ ให้ คลิกที่นี่ เลยครับ