หมีมองคน: คุยเรื่องภาคใต้กันแบบเบาๆ
หลายวันก่อน เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งถามผมถึงวิธีแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า ‘สจชต.’) ในฐานะที่ตัวเองก็มีพอจะมีความรู้และความสนใจในปัญหาดังกล่าวอยู่ระดับหนึ่ง จึงอยากจะขอตอบอีกครั้งในที่นี้ อย่างเท่าที่ความรู้ที่ตัวเองมีจะอำนวย
โดยส่วนตัวแล้ว ผมเป็นคนแก้ปัญหาที่สาเหตุ เพราะเชื่อว่าแก้ได้ถาวรกว่าการแก้ไปแบบเปลาะๆเฉพาะหน้า เช่นนั้นแล้ว ในสภาวะที่ผมไม่อาจแน่ใจว่า แท้จริงแล้ว ปัญหาความรุนแรงในสจชต.ที่ดำรงและดำเนินอยู่ในขณะนี้นั้นมีสาเหตุจากเรื่องใดกันแน่ ผมย่อมไม่อาจชักธงขึ้นมาแทง ว่าเราจะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ด้วยวิธีการใด
แต่หากแท้จริงแล้ว สาเหตุแห่งความรุนแรงที่แท้จริงนั้นเป็นดังใจผมคิดเชื่อ ผมก็คงต้องแทงธงลงไป ว่าแนวอุดมการณ์แห่งรัฐไทย ที่ผมเชื่อว่าคิดเชื่อและปฏิบัติต่อปัญหาลักษณะนี้อย่างชาตินิยมแบบทหาร ย่อมไม่มีทางจะแก้ไขปัญหาความรุนแรงดังกล่าวได้
นอกจากเรื่องการเชิดชูสถาบันแล้ว มิติความเชื่อหนึ่งของชาตินิยมแบบทหารคือการแบ่งแยก “ความเป็นเรา” และ “ความเป็นอื่น” ซึ่งดูจะตอบรับกับแนวอุดมการณ์ชาตินิยมแห่งรัฐประการหนึ่งอันมีว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” (รธน. ม.1) ได้เป็นอย่างดี เนื่องด้วยเราเหมารวมความ “เป็นของไทย” โดยขีดกรอบเอาจากพิกัดพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ จากสัญชาติอันระบุไว้ในบัตรประชาชน หรือจากขอบเขตคุ้มครอง (ครอบงำ?) ของอำนาจรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นการเหมารวมเอาโดยไม่สนใจพื้นเพภูมิหลัง ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ หรือกระทั่งอัตลักษณ์ดั้งเดิมของผู้คนในพื้นที่ต่างๆของประเทศ เป็นความพยายามทำให้ทุกคนในขอบเขตอยู่ในแม่พิมพ์เดียวกัน เพื่อง่ายต่อการควบคุมจัดการ
แม้จะมีใจความแห่งตัวหนังสือในมาตราอื่นๆของรัฐธรรมนูญ ที่จารึกขึ้นเพื่อรองรับสิทธิในการคงอยู่ของความแตกต่างเหล่านั้น แต่แท้จริงแล้วเมื่อถึงคราวที่รัฐจะทำการใดใด สิทธิในการคงอยู่ของความแตกต่างเหล่านั้นมักถูกลิดรอนไปเพื่อผลประโยชน์ใหญ่ของชาติ (ดังที่รัฐบอก) อยู่เสมอ อีกทั้งยังมีความพยายามจะกลืนกินวัฒนธรรมอื่นๆนั้น ให้กลายเป็นวัฒนธรรมแบบเดียวกับที่แผ่ออกไปจากไทยภาคกลาง (รัฐ) มาตลอดด้วย ซึ่งกระบวนการกลืนกินดังกล่าว บางครั้งก็เป็นไปโดยใช้ความรุนแรง ดังเช่นกรณีกระบวนการในการทำให้รัฐนิยมสัมฤทธิ์ผลในสมัยจอมพลป.เป็นต้น
เช่นนั้นแล้วในวันนี้ ตราบที่ผมยังไม่อาจนึกถึงเหตุแห่งปัญหาในมิติอื่นใดออก ผมจะขอพูดโดยยึดเอาความเชื่อดั้งเดิม กล่าวคือเป็นไปเพราะความรุนแรงทั้งโดยตรงและเชิงโครงสร้างที่รัฐทำไว้แต่อดีต ได้ก่อให้เกิดความไม่เชื่อถือ ไม่ไว้ใจ ไม่ปรารถนาจะได้รับความคุ้มครอง ปกครอง หรือครอบงำใดใดจากรัฐไทยอีกต่อไปนั่นเอง
ซึ่งคงต้องบอกก่อนว่า ความคิดดังกล่าวนั้นคงเป็นไปแต่ในส่วนของผู้ที่ดำเนินการก่อการ (ผมจะไม่ใช้คำว่าก่อการร้าย เพราะแม้การที่ก่อจะดูร้าย แต่หากเจตจำนงของการก่อการเป็นดังผมคิดเชื่อ ผมก็ไม่คิดว่าการที่ก่อนั้นเกิดขึ้นจากจุดประสงค์อันเลวร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเป็นไปในฐานะมนุษย์ ไม่ใช่แค่พลเมือง) อยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะกับชาวบ้านทั่วไปในพื้นที่สจชต.นั้น เป็นที่แน่นอนแล้วว่ากำลังตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อรู้ข้อมูลฝ่ายก่อการแล้วจะบอกกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ไม่ได้ เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยของตัวเอง ครั้นจะนิ่งเงียบเฉยไป ก็ใช่ว่าความปลอดภัยจะมีเสถียรภาพ เพราะผลแห่งความรุนแรงนั้นนับวันยิ่งแผ่กระจายออกไปจนดูคล้ายไม่เลือกศาสนา
แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ในบางครั้งความรุนแรงที่ฝ่ายก่อการสร้างขึ้นจะพุ่งเป้าไปที่ฝ่ายศาสนาเดียวกันกับผู้ก่อการ เช่นกรณีทหารพรานหญิง อาสาสมัครรักษาดินแดน หรือผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชนอิสลาม ผู้ที่เป็นเป้าหมายนั้นก็ยังถือได้ว่าเป็นผู้ที่ยอมรับการควบคุมเชิงโครงสร้างของรัฐไทย ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ยอมตนทางความคิดเชื่อไปในทางเดียวกันกับรัฐไทย เช่นนั้นแล้ว การก่อการดังกล่าวจึงยังคงเป็นสัญลักษณ์ อันส่อแสดงถึงการประกาศตนว่า “ไม่เอาในสิ่งที่เป็นรัฐไทย” ได้อยู่ดังเดิม (ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่นับกรณีผู้ที่ไม่ได้คิดเชื่ออย่างรัฐไทย แต่ได้รับผลกระทบหรือลูกหลงจากความรุนแรง)
เช่นนั้นแล้ว ผมจึงเชื่อว่า ความรุนแรงทั้งหมดที่เกิดขึ้นและดำเนินอยู่ในสจชต.ขณะนี้ เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อถึงการไม่ยอมรับการควบคุมของรัฐไทย ซึ่งคงเอาบริบทของการเรียกร้องอย่างสันติตามวิถีประชาธิปไตยมาใช้ไม่ได้ เพราะหากได้ลองศึกษาประวัติศาสตร์ความพยายามเรียกร้องในวิถีดังกล่าว เราจะพบว่ารัฐไทยตอบแทนการเรียกร้องนั้นอย่างที่ทำให้เกิดความเข็ดขยาด ด้วยทั้งการใช้ความรุนแรงโดยตรงอย่างลับๆ การบิดเบือนให้เป็นอื่น จนทำให้ฝ่ายเรียกร้องไม่อาจเชื่อถือวิธีการเรียกร้องอย่างสันติตามระบอบประชาธิปไตยได้อีกต่อไป ซึ่งต่อให้ความรุนแรงที่ฝ่ายก่อการในปัจจุบันก่อขึ้นนี้ไม่ได้มีความสืบเนื่องใดใดกับความรุนแรงที่ฝ่ายก่อการอื่นๆในอดีตเคยก่อขึ้น แต่เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าประสบการณ์จากประวัติศาสตร์ได้กลายเป็นตัวชี้ชัดแล้วว่าการเรียกร้องโดยสันติวิธีนั้นไม่อาจเป็นผล
ผมไม่ใคร่จะแน่ใจนักว่า ผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้เข้าใจความหมายของคำว่า “แบ่งแยกดินแดน” มากน้อยเพียงไหน ซึ่งกระทั่งกับที่ตัวเองเข้าใจอยู่นั้น ก็ใช่จะมั่นใจว่ามันถูกต้องอย่างครบถ้วนกระบวนความ คือผมสรุปง่ายๆว่ามันคือความปรารถนาที่จะมี Autonomy [ผมจะไม่ใช้คำว่า “เอกราช” เพราะมันเป็นการแปลคำว่า Autonomy ให้เข้ากับรูปแบบการปกครองแบบไทย กล่าวคือมีพระราชาองค์เดียว (เอกราช=เอก+ราชา)] หรือมีสิทธิ์ในการปกครองตนเอง
หากมองด้วยมุมมองของรัฐ ความคิดดังกล่าวย่อมเข้าข่ายกบฎ แต่หากมองด้วยมุมมองของผมซึ่งเป็นปัจเจกหน่วยหนึ่งแล้ว ความคิดดังกล่าวภายใต้บริบทของสจชต.ถือเป็นการภักดีต่ออัตลักษณ์แห่งชาติพันธุ์ เฉกเช่นที่มักพูดกันปาวๆว่าเราเป็นไทย
ซึ่งสำหรับไทยเราแล้วก็น่าตลก เพราะแม้พูดกันปาวๆเยี่ยงนั้น แต่หากถามว่าไทยคืออย่างไรอาจต้องนิ่งไปนานก่อนจะตอบ
ผู้คนดั้งเดิมในสจชต.นั้นไม่ใช่คนไทยมาแต่บรรพกาล หากแต่มาเป็นคนสยามและไทยตามนิ้วอาณาจักรและต่อมาคือรัฐชี้สั่งในภายหลังตามลำดับ สำนึกที่แท้ของพวกเขาคือตัวเองไม่ใช่ “ออแฆฮซีแย” อันหมายถึงคนสยามหรือคนไทย หากแต่พวกเขาคือ “ออแฆฮนายู” อันหมายถึงคนมลายู ซึ่งโดยสำนึกแล้ว พวกเขาไม่มีวันจะเป็นคนไทยในฐานะของ “กลุ่มชาติพันธุ์ไทย” ไปได้เลย โดยเฉพาะในกรณีที่พวกเขาไม่มีวันนับถือศาสนาพุทธ
และหากถามว่า แล้วเราได้พื้นที่บริเวณนั้นมาอย่างไร ก็ไม่ต้องไปศึกษาจากประวัติศาสตร์นอกชั้นเรียนที่ไหน เพราะในตำราเรียนแต่อ้อนออกก็มีบอกอยู่แล้วว่าใช้กำลังหักหาญมา แต่แน่นอนว่าอยู่ในรูปของเอกราชานุภาพ เป็นปรีชาสูงสุดตามยุคสมัย เทียบตามบริบทแห่งเหตุการณ์แล้วก็หาใช่ความป่าเถื่อนไร้อารยะแต่อย่างใด
ผมไม่อินังขังขอบหรือคิดกล่าวโทษต่อการใช้กำลังควบรวมดินแดนในอดีต เพราะคิดแล้วอาจถือว่าเป็นการกระทำอันสมเหตุสมผลตามบริบทต่างๆแห่งยุคสมัย สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือ เมื่อได้มาแล้วเราทำอย่างไร ใช้สิ่งใดในการยึดโยงชีวิตอันแตกต่าง จิตใจอันแตกต่าง จากดินแดนอันแตกต่างไว้กับเรา เราทำได้หรือไม่ กับการทำให้เขารู้สึกวางใจที่จะอยู่ร่วมกับเรา หรือยิ่งทีเราก็ยิ่งทำให้เขาตระหนักถึงความเป็นเพียงชีวิตที่ถูกช่วงชิงมา ซึ่งตรงนี้ผมขอเว้นที่ว่างไว้ให้ศึกษากันเอง ว่าเราทำเช่นใดบ้าง ผลจึงส่งออกมาเป็นความรุนแรงในพื้นที่ดังเช่นทุกวันนี้
ปัญหาที่เป็นมานานแล้วและยังคงเป็นอยู่ในขณะนี้ก็คือ รัฐไทยไม่ยอมรับในความปรารถนาจะมี Autonomy ของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นใดที่ตนประกาศสิทธิ์ครอบครองอยู่ ไม่ยอมรับความปรารถนาจะหลุดพ้นจากเอกราชไปสร้าง Autonomy ให้ตัวเองของชาติพันธุ์อันแตกต่างเหล่านั้น
สงสัยรัฐจะไม่เข้าใจเรื่องความรัก…
ผมมองปัญหานี้ด้วยตรรกะง่ายๆแบบที่ใช้กับความรักคือ “ถ้าดูแลเขาไม่ได้ก็ให้ปล่อยเขาไป”
ลองมองว่าไทยนั้นเป็นไอ้หนุ่มซีแยที่ไปลักเอาผู้สาวนายูมา ช่วงชิงมาด้วยความหื่นกระหาย ปฏิบัติต่อนางอย่างเอาแต่ใจมากกว่าจะเอาอกเอาใจหรือเข้าอกเข้าใจเฉกเช่นคนรักกันพึงกระทำ ปากหรือก็ดีแต่พร่ำพูดคำรัก อยากหนักหนาว่าจะให้อยู่ด้วยกัน หากแต่การกระทำตลอดมานั้นหาใช่ไม่ เมื่อวันหนึ่งนางอยากจากไป และไม่ใช่อยากกลับไปหาพ่อแม่ที่ไหน อยากเพียงแค่ไปมีชีวิตอย่างที่ตัวเองคิดเชื่อ อยากเพียงไปให้พ้นจากไอ้หนุ่มกักขฬะนี้เท่านั้น ไอ้หนุ่มนี่ก็กลับไม่ยอม เพราะหนุ่มนี้มันเชื่อนักว่าเมียข้าคือแขนขา คือส่วนหนึ่ง จักแบ่งแยกไปจากข้ามิได้
เอาแต่ใจเหลือเกิน…
แม้ผมจะมองปัญหานี้ด้วยตรรกะง่ายๆดังกล่าว แต่เมื่อมองกลับมาในระดับรัฐแล้ว การที่ดูแลเขาไม่ได้แล้วก็เลยจะปล่อยไปนั้นก็แลดูจะเป็นการมักง่ายต่อไทยพุทธหรือไทยอื่นที่ไม่ใช่ไทยมุสลิมในสจชต.เกินไป
แต่เราสามารถใช้ตรรกะดังกล่าวในการสร้างทางแก้ปัญหา แบบที่คนๆหนึ่งพึงกระทำต่อคนที่ตนรัก หรือต่อคนที่เขาปรารถนาให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ขั้นแรกคือเราต้องสำเหนียกให้ได้ถึงความผิดอันชั่วร้ายที่ตัวเองกระทำต่อเขา สำเหนียกให้ได้อย่างจริงใจครบถ้วนเช่นคนที่ปรารถนาจะสำนึกผิด ไม่ใช่อย่างคนที่ปรารถนาเพียงจะได้รับการให้อภัย ซึ่งหากถามว่าจะไปสำเหนียกอย่างไรให้ได้ครบถ้วน ก็ความผิดที่ทำมานั้นมันทั้งยาวนานและมากมายเหลือคณา ก็ให้ลองหันหน้านักวิชาการประวัติศาสตร์ที่อยู่นอกกระแสหลัก นักวิชาการในพื้นที่ หรือกระทั่งตัวชาวบ้านในพื้นที่ ผมเชื่อว่าพวกเขามีบันทึกความผิดที่รัฐทำไว้อยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ลงไปถึงระดับรายละเอียด โดยเฉพาะในส่วนของนักวิชาการนั้น อาจได้ข้อมูลลึกที่สุดถึงระดับแรงจูงใจแห่งรัฐเลยทีเดียว
ซึ่งเมื่อสำนึกสำเหนียกได้ครบแล้วก็ขอให้สารภาพออกมาอย่างเป็นทางการ สารภาพให้หมดเปลือก เพราะการสารภาพไม่ใช่การหาเสียง พูดไปให้หมดคงไม่เป็นไร
ผมอยากเห็นรัฐไทยก้มหัวให้ผู้อื่นที่มีอำนาจน้อยกว่าบ้าง ก้มหัวอย่างเคารพว่าแม้มีอำนาจน้อยกว่า แม้อยู่ใต้การปกครอง แต่พวกเขานั้นก็มีตัวตน มีความคิด มีพิกัดตัวตนทางประวัติศาสตร์ มีความทรงจำความสำนึกเรื่องอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง และพึงได้รับสิทธิต่างๆเฉกเช่นที่มนุษย์กลุ่มหนึ่งซึ่งมีความคิดเชื่อไปในทางเดียวกันพึงได้รับ
ทีนี้ก็ถึงขั้นตอนสำคัญ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นหลักสำคัญในการอยู่ร่วมกัน นั่นก็คือการเจรจาบนพื้นฐานของการเอาใจเขามาใส่ใจเรา และให้ลดเอาอคติเรื่องอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวอันแบ่งแยกมิได้ลงไปเสียบ้าง ผมอยากเห็นการเจรจาต่อรองอย่างเป็นทางการและเปิดเผย และประชาชนทั้งประเทศ โดยเฉพาะในสจชต.ควรมีส่วนร่วมรับรู้ในการเจรจานั้นด้วย
และเมื่อขั้นตอนดังกล่าวมาถึง ผมคิดว่า คนที่ตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไร ควรเป็นประชาชนในสจชต. ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทั้งสิ้น
พูดโดยหัวใจเอนเอียงอย่างเสี่ยงตะราง หากมีการเจรจาเกิดขึ้นจริง ผมเชื่อว่าข้อเสนอของฝ่ายก่อการอาจมีน้ำหนักจูงใจได้มากกว่า ด้วยความใกล้ชิดทางศาสนา ความเชื่อ ความคล้ายคลึงแห่งอัตลักษณ์
เหลือแต่ฝ่ายเราเท่านั้น ว่าถ้าผลออกมาในเชิงต้องการจากไป เรากล้าพอจะเคารพสิทธิอันชอบธรรมในฐานะชีวิตแห่งสากลโลกของผู้อื่น จนก้าวข้ามข้อจำกัดของรธน. ม.1 ไปได้หรือไม่
แต่ผมคิดว่า ก็ถ้าในเมื่อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เรายังฉีกทิ้งได้ตั้งหลายครั้งคราว ถ้าเพียงมาตราเดียว หลับหรี่ตามองไปบ้างก็ไม่น่าจะเป็นอะไรกระมัง