หมีมองคน: บทบันทึกแห่งการเคลื่อนที่ของคอกคิดอันคับแคบ (1)

13 กันยายน, 2007 at 1:20 pm (บทความ)

โดย…ปราชญ์  วิปลาส

ผมไม่อาจก้าวเท้าออกไปนอกคอกคิดอันคับแคบของตัวเองได้….  

ผมปฏิบัติต่อมันได้แย่ที่สุดคือทำให้ความคับแคบนั้นคับแคบมากขึ้น หรือดีที่สุดคือทำให้ความคับแคบนั้นคับแคบน้อยลงให้มากที่สุด  

ผมทำได้เพียงเท่านั้น…

  

คงเป็นเรื่องแปลกอยู่สักหน่อย ที่ผมมาเขียนบันทึกการเดินทางหลังจากที่มันผ่านมาแล้วถึงห้าเดือน (อาจเพราะผมคิดว่ามันเป็นสิ่งน่าจะเขียนในทันที) แต่การจะวิเคราะห์ข้อมูล เกร็ดต่างๆ เพื่อสังเคราะห์เอาแก่นแห่งการเดินทางนั้นออกมาเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ไม่ใช่เฉพาะแต่กับการเดินทางจากที่หนึ่งสู่ที่หนึ่ง กับการเดินทางจากการเกิดสู่การตายของชีวิตก็คงเช่นกัน

  

ด้วยกระหายอยากเห็นชีวิตชุมชนหมู่บ้านที่ตัวเองไม่เคยสัมผัสมาก่อนแต่อยากเขียนถึง ผมติดสอยตัวเองไปกับรุ่นน้องที่เดินทางไปประสานงานกับองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นให้อาจารย์ที่จังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ ลึกลงไปในความปรารถนาอยากเห็นชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของผู้คนในพื้นที่ห่างไกล ผมเพียงอยากหาข้อมูลมาเสริมสร้างการเขียนเรื่องสั้นของตัวเองให้สมจริงยิ่งขึ้น เพื่อสานฝันความปรารถนาเป็นนักเขียนของตัวเองก็เท่านั้น

  

ถึงที่หมายตอนเจ็ดโมงเช้า ทันทีที่ลงจากรถ ผมก็ได้พบสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงประการหนึ่งทันที มันคือรูปแบบของการดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดอย่างเข้มข้น ความจริงข้อนั้นแผ่ผ่านมาตามเสียงเรียกเซ็งแซ่ของเหล่าคนขับรถรับจ้างที่หากินอยู่ที่ขนส่ง ที่ต้องใช้คำว่าเข้มข้นก็เพราะรูปแบบการเสนอบริการที่ทำให้คนขี้ระแวงอย่างผมรู้สึกเหมือนถูกคุกคามมันทำให้เห็นภาพเป็นเช่นนั้นจริงๆ

  

ทราบจากพี่คนขับสามล้อคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มรุมล้อมว่า ศาลากลางนั้นอยู่ไกลออกไปถึงสิบกิโล ดูเวลาแล้วกว่าราชการในความคิดผมและรุ่นน้องจะพร้อมบริการประชาชน เราน่าจะมีเวลาถึงอีกหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เราจึงปลีกตัวไปนั่งทานข้าวกันก่อน และอีกเหตุผลหนึ่ง เราไม่แน่ใจว่ามันจะไกลขนาดนั้นจริงๆ เราจึงหน่วงเวลาเพื่อหาทางเสริมสร้างความสมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสาร เพื่อชิงเอาความได้เปรียบที่อาจสูญเสียไปจากการที่มีข้อมูลน้อยกว่าคืนมา

  

เราทำสำเร็จ…

  

ทราบจากสองคุณป้าที่ร้านขายของชำที่ขนส่ง แกกระซิบตอบคำถามของพวกผมว่า ศาลากลางนั้นห่างไปสามถึงสี่กิโล ทั้งยังกำชับว่าอย่าไปบอกคนขับสามล้อ เดี๋ยวแกจะโดนว่าเอา พวกผมกล่าวขอบคุณแล้วไปนั่งทานข้าว ความคิดดั้งเดิมประการหนึ่งของผมเกิดร่างชัดขึ้น สิ่งที่เรียกว่าความจริงก็เหมือนของทุกอย่างในโลก มันเป็นที่ต้องการแต่เฉพาะในหมู่ผู้ที่ได้ประโยชน์จากมันเท่านั้น 

  

เช่นนั้นแล้วขึงไม่น่าแปลกใจ ที่ความจริงบางอย่างในบ้านเมืองจะต้องได้รับการปิดบัง ซึ่งผมเข้าใจในเหตุผล แต่คงยากจะหาวันอันเหมาะสมไปยอมรับมัน

  

โลกในปัจจุบันพามนุษย์ให้ก้าวข้ามกำแพงสิ่งสมมติต่างๆ ก้าวข้ามและเดินย้อนกลับไปสู่การดำรงชีวิตอย่างบุพกาล เป็นชีวิตที่ทำการรักษาท่วงทำนองลมหายใจให้คงที่โดยยึดตามจังหวะดนตรีแห่งสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเป็นหลัก มิจำเป็นต้องตีกรอบการบรรเลงด้วยกฎเกณฑ์ศึลธรรมความถูกต้องใดใดอันเป็นสิ่งสร้างขึ้นภายหลัง และเมื่อเป็นสิ่งสมมติแล้วก็ป่วยการจะไปหาผิดหาถูกสัมบูรณ์กับมัน จริงเท็จถูกผิดที่มีอยู่นั้นล้วนเป็นไปโดยสัมพัทธ์ หากไร้ด้านหนึ่งแล้วย่อมไม่มีอีกด้านหนึ่ง เรามีด้านหนึ่งไว้เพื่อเปรียบเทียบหรือเพื่อสร้างความหมาย/ลักษณะค่าให้กับอีกด้านหนึ่งเท่านั้น 

ผมไม่มองการหลอกลวงของพี่ๆคนขับสามล้อเป็นเรื่องผิด ผมเองก็เคยผ่านช่วงเวลาที่ต้องรักษาคงที่แห่งลมหายใจอย่างไม่เลือกวิธีการมาบ้าง และหลายๆคนก็คงเช่นกัน แน่นอนว่าเป็นไปโดยก้าวข้าม มุดลอด หรือบิดเบือนกำแพงศีลธรรมหรือกฎเกณฑ์ใดใดก็ตาม ที่น่าสนใจคือปัจจัยอะไรที่บีบมนุษย์ให้เลือกจะก้าวข้ามมันไปต่างหาก อะไรที่ทำให้ศีลธรรมหรือกฎเกณฑ์ใดใดสูญสลายความเย้ายวนจนไม่น่าเอาเป็นที่ยึดเหนี่ยวอีกต่อไป ซึ่งหากตอบว่าความโลภ คนที่ตอบก็คงตกติดอยู่กับชาตินิยมแบบทหารที่แฝงฝังอยู่ในแบบเรียนและชีวิต ความคิดแบบที่ว่าโลกนี้มีเพียงสองด้าน เป็นเราและเป็นอื่น ไม่อาจมีปัจจัยอื่นๆอีก ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่น่าจะใช่แค่นั้น และน่าจะซับซ้อนกว่านั้น  

 

การที่พี่คนขับสามล้อบอกว่าศาลากลางอยู่ไกลเป็นสิบกิโลนั้น เราสามารถมองโดยใช้บริบทความหมายอื่นที่ไม่ใช่เพียงมิติของศีลธรรมได้ เมื่อมองในบริบทของการขายบริการ ข้อมูลเหนือจริงที่เขาให้มานั้นก็คือการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริการของตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับการโฆษณาผลิตภัณฑ์ต่างๆทางโทรทัศน์หรือสื่ออื่นใด ที่ล้วนโหมประโคมสรรพคุณให้เกินจริงเท่าที่กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคจะอำนวย   

 

หรือให้ใกล้ตัวอีกสักนิด เวลาที่เขียนใบสมัครงาน หลายคนคงอยากเขียนให้มันดูเกินจริงไว้บ้าง จะได้สร้างค่าตัวให้ตัวเองได้มากขึ้น การขายตัวให้กับตลาดแรงงานในครั้งนั้นๆจะได้มีมูลค่าสูงขึ้นไปอีก ส่วนเรื่องของคุณค่านั้นไว้ค่อยว่ากันที่หลัง ว่าสมดังมูลค่าที่โก่งไปในคำชวนเชื่อหรือไม่  ผมมองว่ามันเป็นการผสมผสานอย่างเป็นผลต่อเนื่องกันของทุนนิยมและบริโภคนิยม ถึงตอนนี้แล้วผมถึงกับตระหนักได้ถึงความน่ากลัวของระบบทั้งสอง ไม่ใช่น่ากลัวในเชิงชวนให้ต่อต้าน แต่น่ากลัวที่ว่ามันสามารถแทรกซึมลงไปในการดำเนินชีวิตและสร้างรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้คนที่อยู่ในระบบ โดยที่ตัวคนผู้นั้นอาจไม่ต้องรู้ด้วยซ้ำว่าทุนนิยมและบริโภคนิยมคืออะไร และเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วการจะไปกล่าวหาว่าพี่คนขับสามล้อเป็นพวกตกติดจนหลุดไหลไปกับกระแสของระบบจนก้าวข้ามกำแพงศีลธรรมย่อมไม่ใช่เรื่องถูกต้อง  เรื่องอะไรจะไปว่าเขา…บ่อยครั้งเราก็เป็น  

 

เท่าที่ผมคิดได้ การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริการของตัวเองของพี่คนขับสามล้อ ส่วนหนึ่งคือการพยายามสร้างส่วนเกิน (Surplus) เพื่อสามารถลงทุน (ซื้อเชื้อเพลิงรถ) เพื่อทำการผลิตซ้ำซึ่งบริการของตัวเองต่อไป และเมื่อผนวกกับการสร้างส่วนเกินเพื่อใช้ในการบริโภค (ทั้งสิ่งจำเป็นและสิ่งที่ถูกทำให้เชื่อว่าจำเป็น) ด้วยแล้ว ย่อมไม่น่าแปลกใจหากจะต้องมีการโฆษณาชวนเชื่อให้ดูเกินจริงมากขึ้นไปอีก  

 

และหากมองข้ามมิติของความโลภ การโฆษณาเกินจริงดังกล่าวสามารถสะท้อนให้เห็นว่าชีวิตของเขานั้นยังมี สิ่งขาด อยู่ ซึ่งผมว่าเราไม่จำเป็นต้องไปมองเลย ว่าสิ่งขาดที่เขารู้สึกนั้นแท้จริงแล้วมีความจำเป็นต่อชีวิตหรือไม่ เพราะหากจะหาผู้รับผิดจากกรณีดังกล่าว ตรงนี้ผมโยนไปให้ระบบที่ล่อลวงให้คนรู้สึกว่าตนยังมีสิ่งที่ขาดอยู่ ล่อลวงโดยสร้างภาพให้เห็นว่าการเป็นมนุษย์นั้นจำเป็นต้องมีปัจจัยใดบ้าง ล่อลวงเพื่อดำรงไว้ซึ่งการคงอยู่และดำเนินไปของระบบ ทั้งที่จริงๆแล้วที่เขามีอยู่อาจพอเหลือจะพอหากหลุดพ้นจากบริบทของระบบนี้ออกไป  

 

ซึ่งตรงนี้ผมอยากตั้งคำถามต่อผู้ที่มักกล่าวหาการผิดศีลธรรมในประเด็นต่างๆ (ทั้งนี้ทั้งนั้นขอเว้นอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ไว้คนหนึ่ง ไม่ใช่เพราะชื่นชอบท่านเป็นการส่วนตัว แต่เท่าที่รู้จักท่านผ่านตัวหนังสือในงานของท่าน คำว่าศีลธรรมของอาจารย์นิธิน่าจะกินขอบเขตความหมายกว้างไกลเกินกว่าจะเอาไปปะปนกับศีลธรรมลมปากแบบอนุรักษ์นิยมบุพกาล) ว่าแท้จริงแล้ว แม้สุดท้ายจะเป็นตัวบุคคลที่ตัดสินใจว่าจะก้าวข้ามกำแพงของศีลธรรมหรือไม่ แต่มือที่มองไม่เห็นของระบบนั้นจะเป็นประเด็นปัญหาที่เรามองข้ามไปได้อย่างนั้นหรือ ในเมื่อบางครั้งหรือบ่อยครั้งในบางคน หากไม่ยอมก้าวข้ามกำแพงศีลธรรมไปตามแรงฉุดนำของระบบ ก็เป็นมือเดียวกันของระบบนั่นเองที่จะย้อนกลับมาบีบบี้ชีวิตนั้นให้แหลกสลาย  

 

บางคนอาจคิดว่าศีลธรรมเป็น Subjective ของแต่ละ Individual แต่เมื่อมันเป็นปัญหาขึ้นมา เราจะลืมไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วทุกปัจเจกนั้นล้วนสัมพันธ์อยู่กับระบบของสังคม ยิ่งหากแรงเหนี่ยวนำของสังคมนั้นรุนแรง เรายิ่งจะลืมไปไม่ได้ ว่าความสามารถในการต่อต้านแรงเหนี่ยวนำนั้นย่อมแตกต่างไปในแต่ละคน ซึ่งบางครั้งแรงต่อต้านที่ว่านั้นเกี่ยวเนื่องอยู่กับความจำเป็นในการดำรงเสถียรภาพของลมหายใจ หรือถึงขั้นความหมายของความเป็นคน เช่นนั้นแล้วเราจะมองแค่ว่ามันเป็นเรื่องของปัจเจกหน่วยหนึ่งโดยเฉพาะได้หรือ  

 

มาตรฐานความเป็นมนุษย์ในใจคนมีการเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบไปตามยุคสมัย แม้แท้จริงแล้วมาตรฐานนั้นอาจเป็นเพียงมุมมองส่วนตัวของปัจเจกหน่วยหนึ่ง แต่ก็แน่นอนว่ามันย่อมเกิดขึ้นมาจากการขัดเกลาของยุคสมัย หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการ ติดป้ายความหมาย โดยยุคสมัย และมนุษย์ย่อมแสวงหาวิธีที่จะรักษาความเป็นมนุษย์ของตัวเองเอาไว้ภายใต้เงื่อนไขของยุคสมัย อาจจะโดยเดินตามหรือวิ่งสวนกฎเกณฑ์หรือความเชื่อหลักแห่งยุคสมัยนั้นๆ (หรือแคบลงมาคือเพียงในสังคมที่เขาอยู่ แต่แน่นอนว่าสังคมนั้นก็ถูกกล่อมเกลาโดยยุคสมัยเช่นกัน) ตามแต่ว่าตัวเองนั้นคิดถือยึดเชื่อในแบบใด แต่สุดท้ายแล้วย่อมเป็นไปเพื่อรักษาคุณค่าของตัวเองไว้ไม่ต่างกัน  

 

บางครั้ง เพื่อรักษาคุณค่าของตัวเองตามความคิดหลักของยุคสมัย มนุษย์ก็จำต้องก้าวข้ามหรือละทิ้งความเชื่อบางอย่างไป ซึ่งบางครั้งความเชื่อนั้นอาจจะเป็นคุณค่าดั้งเดิมที่ตัวเขาเคยยึดถือเมื่อนานแสนนานมาแล้ว แต่แล้วก็ต้องยอมก้าวข้ามมันไป เมื่อแรงบีบจากสังคมคอยเตือนให้รู่ว่า หากมัวแต่รักษามันไว้ ความเป็นคนตามการระบุคุณค่าโดยยุคสมัยจะต้องสูญสลายไป  

 

แม้จะมีการพยายามพาผู้คนกลับไปหาคุณค่าความเป็นมนุษย์โดยวัดที่จิตใจ ส่งเสริมให้คนตระหนักถึงคุณค่าของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งวัตถุ แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกในปัจจุบันยังคงมีรูปแบบการสร้างคุณค่าความเป็นมนุษย์ทางใจโดยใช้วัตถุเป็นตัวประกอบอยู่ หรือกระทั่งสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุ (เช่นคุณภาพชีวิตหรือการศึกษาเป็นต้น) ก็เช่นกัน และก็วัตถุและสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุที่ว่านั่นเองที่มีอยู่อย่างหลากหลายรูปแบบ และโลกปัจจุบันก็พยายามขายมันอย่างเอาเป็นเอาตายไปพร้อมๆกัน ทั้งขายและสร้างภาพตีตราว่าสิ่งเหล่านั้นจำเป็นต่อความเป็นมนุษย์แห่งยุคสมัย  โลกปัจจุบันมันซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะมองศีลธรรมว่าเป็นเพียง ถูก/ผิด ดี/เลว อีกต่อไป มันมีมิติของความลึกที่มากมายกว่านั้นซ่อนอยู่ หากเพียงจะคิดให้ถึงกันเท่านั้น  

 

มาถึงตอนนี้ ผมกลับนึกขึ้นมาได้อย่างหนึ่งว่า ครั้งนั้นผมเพียงเปรียบเทียบข้อมูลระยะทางจากสองแหล่ง เอาเข้าจริงแล้วมันไม่มีหลักฐานใดมาชี้ชัดได้เลยว่าแหล่งใดถูก แต่ผมกลับเลือกเชื่อในแหล่งที่เชื่อว่าจะทำให้ตัวเองได้ใช้บริการในราคาถูกว่าเป็นข้อมูลที่ถูก และแน่นอน มันอยู่บนพื้นฐานของการมองโลกเพียงสองมิติ ถูก/ผิด ดี/ชั่ว โดยเกิดขึ้นจากการที่ตัวเองวาดภาพในใจไว้ก่อนแล้วว่า เหตุการณ์การโก่งราคาลักษณะดังกล่าวย่อมเกิดขึ้นแก่คนต่างถิ่น การไม่อาจยินยอมต่อความรู้สึกของการถูกเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งผมเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน ว่าหากตอนนั้นผมมองลงไปในเชิงลึกอย่างที่มองในตอนนี้ ผมจะเลือกเชื่อใคร และจะเลือกประโยชน์ของใคร ของพี่คนขับสามล้อ หรือของตัวเอง  

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจำได้แม่นและเสียใจมาจนบัดนี้ก็คือ ผมไปถึงในศาลากลางด้วยค่าโดยสารสี่สิบบาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่อรองลงมาจากห้าสิบบาทที่พี่คนขับเสนอ และเมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง กับระยะทางของมัน ผมพบว่าตัวเองเต็มใจจะจ่ายจริงถึงหกสิบบาท  

 

และเสียใจมากยิ่งขึ้นหลังจากที่ยืนโง่หันซ้ายหันขวาไปมา งุนงงต่อตึกสำนักงานราชการอันหลากหลายที่รายล้อม แล้วพี่คนขับกรุณาชี้นิ้วบอกว่าให้เดินไปทางไหน  

เขียนความคิดเห็น