หมีดูการ์ตูน: Courage the Cowardly Dog
มาดูการ์ตูนเรื่องนี้กันเถอะ
Courage the Cowardly Dog
ปราชญ์ วิปลาส
ก่อนหน้านี้หมกมุ่นกับการ์ตูนเรื่องหนึ่งค่อนข้างมาก ซึ่งการ์ตูนเรื่องที่ว่าก็คือ “Courage the Cowardly Dog: หมาน้อยผู้กล้าหาญ” ออกอากาศทางช่อง Cartoon Networks ออกอากาศทุกวันเวลา 03.00 น. 13.25 น. และ 21.25 น. ส่วนวันเสาร์มีแค่ตอน 03.00 น. และวันอาทิตย์ออกอากาศเวลา 03.00 น. 07.25 น. และ 14.40 น.
ตามท้องเรื่อง Courage เป็นหมาสี Fuchsia (ผมก็ไม่รู้จะเรียกว่าสีอะไร แต่เท่าที่เห็น มันคล้ายม่วงผสมบานเย็น แต่เพื่อให้เข้าใจง่ายผมจะเหมาเป็นสีม่วงแล้วกัน) อาศัยอยู่กับ Muriel หญิงชราที่เก็บมันมาเลี้ยงและ Eustace สามีของเธอ ทั้งสามอยู่ในเมืองสมมติที่ชื่อ Nowhere (พวกเขาอาศัยอยู่ใน middle of Nowhere) ในรัฐ Kansas และในแต่ละตอน ครอบครัวนี้จะต้องเผชิญหน้ากับวินาศภัยพิลึกๆที่นึกแทบไม่ถึง ตัวอย่างเช่น มนุษย์ต่างดาวที่มาดูดเอาความใจดีไปรักษาโรค หุ่นยนต์ต่างดาวที่มาจับพวกเขาทำงานเพื่อพิสูจน์อำนาจตัวเอง คำสาปลึกลับของหญิงพเนจรที่มาขอความช่วยเหลือ หญิงปล้นธนาคารที่มีสามีเป็นมือข้างเดียว (พอมาเขียนถึงแล้วผมเพิ่งนึกได้ว่ามันก็ดูลามกเล็กๆอยู่นะ กับหญิงแก่ที่มีสามีเป็นมือข้างเดียวน่ะ) สองตอนล่าสุดที่ผมดูนี่ตอนหนึ่งเป็นพวกวัลคีรีย์ (นักรบเทพตามตำนาน Norse) มาจับ Muriel ไป ส่วนอีกตอนเป็นไวรัสคอมพิวเตอร์ แน่นอนว่าเจ้าหมาสีม่วงแสนขี้ขลาดตัวนี้นี่แหละที่ช่วยให้ Muriel และ Eustace รอดจากอันตรายมาได้ทุกครั้ง (ส่วนใหญ่จะเป็น Muriel ที่ได้รับความช่วยเหลือ Eustace นั้นถึงจะรอดมาด้วยแต่ก็มักโดนอ่วมเสียมากกว่า และบางครั้งยังเป็นตัวก่อเรื่องเสียเองอีกด้วย)
ในทุกตอน สิ่งที่เราไม่มีวันไม่ได้เห็นเลยก็คือภาพความตกใจกลัวของ Courage เจ้าหมาสีม่วงตัวนี้ตกใจได้น่าตกใจมาก เบาที่สุดที่ผมเห็นก็คือ ตัวมันจะลอยขึ้น แขนขาและขนสั่นระรัว ส่งเสียงร้องจนปากสั่นระริก เรียกว่าร้องจนหูตาแหกก็ได้ หนักขึ้นมาอีกคือร้องจนฟันร่วงหมดปาก ที่หนักที่สุดจนผมต้องนึกในใจว่านี่มันการ์ตูนเด็กแน่หรือก็คือ มันร้องจนเครื่องในทั้งหมดไหลออกมาทางปาก กองทับตัวมันไว้ หัวใจที่อยู่บนยอดเต้นตุบๆ แต่ผมดูแล้วก็ขำแทบจะเครื่องในพุ่งออกมากองเหมือนกัน เขียนมาอย่างนี้แล้วผมว่ามันก็ฟังดูน่ากลัวนะ แต่ลองดูการ์ตูนเรื่องนี้สักครั้งเถอะ ผมว่ามันตลกดีในระดับหนึ่งทีเดียว
อยากพูดถึงสิ่งต่างๆที่เห็นจากตัวละครหลักในการ์ตูนเรื่องนี้…
อย่างแรก ตัว Eustace ที่เป็นสามีของ Muriel บุคลิกของเขาคือเป็นคนโผงผาง ชอบสั่ง สั่งด้วยความหงุดหงิด ห่วงแต่เรื่องของตัวเอง และคำสั่งนั้นคือตัวแทนของการเรียกร้องความสนใจ ทุกตอนที่มีฉากการรับประทานอาหาร ผมจะเห็น Eustace ออกคำสั่งกับ Muriel อยู่เสมอ ที่ได้ยินบ่อยๆก็คือ “อาหารเช้าของฉันล่ะ?” และยังมักว่า Courage บ่อยๆว่า “เจ้า (ไอ้) หมาโง่!!” (เป็นประโยคที่ไม่มีตอนไหนเลยที่จะไม่ได้ยิน)
ในทางจิตวิทยาบุคลิกภาพแล้ว ผมมองว่านั่นเป็นรูปแบบที่ชัดเจนของคนแก่ที่หงุดหงิดอยู่ตลอดเวลาเพราะไม่อาจสมานความเสื่อมถอยของร่างกายตามวัยให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ ส่วนการแสดงความก้าวร้าวผ่านการออกคำสั่ง นั่นคือแรงสะท้อนจากความกังวลใจของคนแก่ที่หวาดกลัวว่าร่างกายที่เสื่อมลงไปตามกาลเวลาจะทำให้ตนไม่ได้รับความสนใจเหมือนเดิม อาจมองได้ว่าเป็นความถดถอยของบุคลิกภาพ เป็นการกลับไปใช้บุคลิกภาพอย่างเด็กที่เรียกร้องความสนใจด้วยการแสดงอาการก้าวร้าวออกมา
ในตอนหนึ่งที่ผมดู Eustace อิจฉาที่ Muriel โอ๋และเข้าข้าง Courage ไปเสียทุกเรื่อง เขาตัดสินใจโทรเรียกมนุษย์ต่างดาวหลายสายพันธุ์ที่เคยอาละวาดในเรื่องมาจัดการกับ Courage แต่แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครเก่งกาจเกินเจ้าหมาสีม่วงที่ต้องการจะปกป้อง Muriel เจ้านายอันเป็นที่รักของมัน ถึงมันจะโดนยำจนเละก็เถอะ
เมื่อวิเคราะห์บุคลิกภาพด้วยหลักของ “Enneagram” หรือ “นพลักษณ์” ซึ่งแบ่งบุคลิกภาพของมนุษย์เป็นเก้าแบบตามแรงจูงใจ เรียกสั้นๆเป็นลักษณ์หนึ่งถึงลักษณ์เก้า Eustace จัดเป็นคนลักษณ์แปด คำจำกัดความที่เป็นที่นิยมมากที่สุดสำหรับคนลักษณ์นี้ก็คือ “เจ้านาย” และแรงจูงใจอย่างหนึ่งที่ทำให้คนลักษณ์นี้แสดงควาก้าวร้าวออกมาก็คือต้องการพิสูจน์อำนาจของตัวเอง ซึ่งผมมองว่าอาการก้าวร้าวและชอบสั่งของ Eustace นั้นเป็นไปเพราะเขาต้องการพิสูจน์ว่าตัวเองยังมีอำนาจอยู่ และไม่มีอะไรมาควบคุมตัวเองได้
อย่างที่สอง ตัว Muriel ที่เป็นภรรยาของ Eustace และเป็นผู้ที่เก็บ Courage มาเลี้ยง ภาพลักษณ์ปรกติของ Muriel ที่เราจะเห็นจากในเรื่องก็คือหญิงแก่ใจดีที่คอยทำงานบ้าน ดูแล Eustace และ Courage ส่วนนิสัยที่แสดงออกเวลาเจอกับคนแปลกหน้าก็คือความมองโลกในแง่ดีและยินดี (ต้องการ) จะช่วยเหลือคนเหล่านั้น ซึ่งหากวิเคราะห์บุคลิกตามหลัก Enneagram แล้วผมคิดว่า Muriel น่าจะเป็นคนลักษณ์สองหรือ “ผู้ให้”
ดูโดยผิวเผินแล้วคนลักษณ์สองจะเป็นคนมีน้ำใจ (ซึ่งก็เป็นคนอย่างนั้นจริงๆ) แต่แท้จริงแล้วความมีน้ำใจนั้นมีไว้เพื่อควบคุมผู้อื่น แต่เป็นการควบคุมด้วยการคอยดูแลทำสิ่งต่างๆให้ ไม่ใช่ใช้อำนาจรุนแรงโดยตรงอย่างลักษณ์แปด
นอกจากนี้ ลักษณ์แต่ละลักษณ์ยังสามารถแสดงบุคลิกของลักษณ์อื่นที่เชื่อมโยงกันด้วยลูกศรในสัญลักษณ์รูปเก้ามุมของ Enneagram โดยหนึ่งลักษณ์จะมีลูกศรเชื่อมโยงอยู่กับอีกสองลักษณ์ ซึ่งตัวแปรที่จะทำให้แสดงลักษณะของลักษณ์อื่นที่ไม่ใช่ลักษณ์หลักประจำตนออกมาก็คือ “ภาวะมั่นคง” และ “ภาวะตึงเครียด”
ลักษณ์สองจะเชื่อมโยงอยู่กับลักษณ์สี่และลักษณ์แปด ภาวะมั่นคงจะทำให้ลักษณ์สองแสดงลักษณะความสนใจหรือบุคลิกแบบลักษณ์สี่ออกมา แต่กับตัว Muriel นั้น ผมยังไม่เคยเห็นสถานการณ์ดังกล่าว แต่ถ้าเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสู่ลักษณ์แปด ก็พอจะมีตัวอย่างที่ชัดเจนอยู่
โดยลักษณะแล้ว การช่วยเหลือคนอื่นก็คือกลไกป้องกันตัวของลักษณ์สอง ลักษณ์สองมักแสดงตนเหมือนไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร แต่ใครต่อใครต่างหากที่อยู่ไม่ได้ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือของตัวเอง ทั้งที่ความจริงแล้ว ลักษณ์สองเองต่างหากที่จะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีใครให้ตัวคอยช่วยเหลือ นั่นเพราะเขาเรียนรู้ว่าการทำตามความต้องการของคนอื่นจะทำให้ตนได้รับความรัก
มีอยู่ตอนหนึ่งที่ Muriel รู้สึกว่าการช่วยเหลือของตนนั้นช่างไร้ค่า เพราะ Eustace ดูจะไม่สนใจทั้งยังเอาแต่สั่ง (ซึ่งนั่นหมายถึงควบคุม) มากไป Muriel ประกาศกร้าวว่าจะไม่พูดอะไรอีกจนกว่า Eustace จะเห็นความสำคัญของเธอ แต่นั่นก็ยังเป็นการต่อสู้โดยเอาความต้องการของผู้อื่นเป็นหลัก (เป็นสิ่งขัดขวางการพัฒนาของลักษณ์สอง) คือแม้ขัดขืนและขบถต่อเจตจำนงของคนอื่น แต่แท้จริงแล้วก็ยังหมกมุ่นอยู่กับความใส่ใจของคนอื่นอยู่ดี เห็นได้ชัดจากตอนสุดท้าย ที่ Muriel ยอมพูดก็เพราะเสียงพูดของเธอจะช่วยเหลือทุกคนจากสัตว์ประหลาดที่บุกมาได้ (นี่ก็ฝีมือ Courage อีก มันไปขอให้แม่หมอยิปซีช่วยให้ Muriel ยอมพูดอีกครั้ง แม่หมอเลยเสกสัตว์ประหลาดที่ถูกกำจัดได้ด้วยเสียงพูดของ Muriel เท่านั้นมาบุก)
อย่างที่สาม ตัวเจ้าหมาสีม่วง Courage นี่สำคัญทีเดียว เพราะผมเห็นอะไรในตัวมันค่อนข้างเยอะ
ประการแรก เมื่อวิเคราะห์บุคลิกภาพด้วย Enneagram ถ้า Courage เป็นคนก็น่าจะจัดอยู่ในประเภทลักษณ์หกหรือ “นักปุจฉา” ซึ่งแรงจูงใจของคนลักษณ์นี้คือความกลัว ความหวาดระแวง ความไม่ไว้ใจโลกใบนี้จนเป็นเหตุให้ต้องคอยตั้งคำถามกับสิ่งที่ต่างๆเพื่อป้องกันตัว Courage ไม่เคยต้อนรับแขกด้วยความยินดี มันมักมองพวกเขาด้วยสายตาหวาดระแวงเสมอ ซึ่งเมื่อมองดูจากรูปแบบวินาศภัยอันพิสดารที่มันต้องผจญยามอยู่ในเมือง Nowhere แล้ว ก็ดูสมเหตุสมผลดีที่มันจะเติบโตมากับโลกทัศน์แบบนั้น
ใน Enneagram คนลักษณ์หกยังแบ่งออกตามรูปแบบปฏิกิริยาต่อความกลัวได้อีกสองประเภทคือ “กลัวแล้วหนี” (Phobic) กับ “กลัวแล้วสู้” (Counter-Phobic) ผมมอง Courage เป็นพวกแรก กลัวจนหูตาแหก หนีป่าราบอยู่เรื่อย นอกจากนี้ Courage ยังเป็นตัวละครที่เราสามารถพิจารณาพลวัตรของบุคลิกภาพในภาวะมั่นคงและภาวะตึงเครียดตามวิธีของ Enneagram ได้อีกด้วย โดยลักษณ์หกนั้นจะเชื่อมโยงอยู่กับลักษณ์สามและลักษณ์เก้า
คนลักษณ์หกที่อยู่ในภาวะมั่นคงจะแสดงลักษณะของคนลักษณ์เก้าออกมา เริ่มคลายความหวาดระแวงที่มีต่อสิ่งต่างๆ ทำตัวสบายๆจนอาจกลายเป็นเฉื่อยชา หากไม่มองว่าเป็นธรรมชาติของหมา ภาพของ Courage ที่นอนสบายและมีสีหน้าผ่อนคลายอยู่บนตัก Muriel ก็สื่อถึงบุคลิกของลักษณ์หกในภาวะมั่นคงได้ดีทีเดียว
ส่วนในภาวะตึงเครียด เมื่อเผชิญกับแรงกดดันถึงขีดสุด ลักษณ์หกจะแสดงลักษณะของลักษณ์สามออกมา คือจะเลิกคิดนั่นนี่ให้เสียเวลา จะกลายเป็นคนที่ลงมือทำในทันที เห็นได้ชัดเมื่อ Courage กลัวจนหูตาแหกไประยะหนึ่งแล้ว มันจะกลับมาทำทุกอย่างเพื่อปกป้องบ้านใหม่ของตัวเอง
ประการที่สอง ส่วนนี้เป็นการเชื่อมโยงภาพที่ปรากฏในการ์ตูนเข้ากับความเป็นจริง/ประสบการณ์ของตัวเอง ทุกครั้งที่ดูการ์ตูนเรื่องนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมคือเสียงหัวเราะ หัวเราะกับท่าทางอันน่าตลกขบขันของเจ้าหมาสีม่วง หัวเราะกับรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปตามความกลัวอันวิจิตรวิตถารของมัน หัวเราะกับสภาพยับเยินของ Eustace ในหลายๆตอน สิ่งเหล่านั้นล้วนกระตุ้นให้ผมนึกถึงเวลาที่ตัวเองหรือคนอื่น (ที่ผมสังเกต) หัวเราะสิ่งต่างๆ และเมื่อประกอบกับการอ่านมานิดๆหน่อยๆเกี่ยวกับนัยความหมายที่ซ่อนอยู่ในเสียงหัวเราะ เสียงหัวเราะที่มีให้กับการ์ตูนเรื่องนี้ช่วยยืนยันแนวคิดที่ว่า “เราสามารถใช้เสียงหัวเราะกับสิ่งที่เรารู้สึกว่ามีสถานะเท่ากับเราหรือต่ำกว่าเรา” ได้เป็นอย่างดี ซึ่งตรงจุดนี้ผมจะไม่อธิบาย แต่อยากให้คิดต่อและลองสังเกตกันดู
อนึ่ง ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ก็เป็นอย่างที่ผมมักพูดถึงการดูหนัง กล่าวคือมันเป็นการเชื่อมโยงสิ่งที่ปรากฏในจอกับความเป็นจริง/ประสบการณ์ของตัวเรา เพราะฉะนั้น ถ้าใครได้ลองดูการ์ตูนเรื่องดังกล่าวแล้วมีผลของการเชื่อมโยงเป็นแบบใดก็อยากให้ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนกันบ้างครับ
หมีดูหนัง: The Village (2004)
หมีดูหนัง: The Village (2004)
บทเพิ่มเติมและตกหล่นจากเสวนาวิชาการว่าด้วยภาพยนตร์เรื่อง The Village (2004) ในแง่มุมทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
ปราชญ์ วิปลาส
เพราะมีโอกาสได้เป็นผู้นำการเสวนาดังกล่าว และรู้สึกว่ายังมีหลายอย่างที่ไม่ได้พูด ทั้งเรื่องที่พูดไปแล้วก็รู้สึกว่ายังพูดไม่ชัดเจน เลยเป็นที่มาของบทความนี้ เผื่อว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมการเสวนาเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วย
***SPOILER**SPOILER**SPOILER**SPOILER**SPOILER**SPOILER**SPOILER**SPOILER***
โดยส่วนตัว เมื่อดูหนังแล้วผมจะเกิดการเปรียบเทียบสิ่งที่ปรากฏในหนังกับความเป็นจริง (หรืออาจจะเรียกว่าประสบการณ์ก็ได้) และผมเชื่อว่า การเปรียบเทียบสิ่งที่ปรากฏในหนังกับความเป็นจริง/ประสบการณ์นั้นเกิดขึ้นกับทุกคน เห็นได้ชัดและง่ายที่สุดจากการที่เราดูหนังสักเรื่องแล้วบอกว่าชอบหรือไม่ชอบหรือรู้สึกอย่างไรกับมัน นั่นเกิดจากการเปรียบเทียบสิ่งที่เห็นในหนังเข้ากับความเป็นจริง/ประสบการณ์ของเรา แล้วสื่อสารออกมาว่าหนังกับความเป็นจริง/ประสบการณ์ของเรานั้นมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร
ผมปฏิเสธที่จะดูหนังแล้วคิดว่ามันก็เป็นแค่หนัง แค่เรื่องที่แต่งขึ้น เป็นเพียงจินตนาการ เพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการ เกิดขึ้นจากความคิด และความคิดของมนุษย์เกิดจากการมี “สัมพันธ์” กับสังคม เช่นนั้นแล้ว ผมจึงมองว่า หนังเป็นการยกระดับความคิดจากการที่มีอยู่แต่เพียงในหัวผู้สร้างสู่การมี “ปฏิสัมพันธ์” กับสังคม เป็นการสะท้อนว่าสังคมได้ฉายภาพความคิดแบบไหนลงไปในหัวผู้สร้างหนังบ้าง
เพราะฉะนั้น สำหรับผมแล้ว จะเป็นหนังที่หลุดโลกไปเลยมากๆ หรือต่อให้เป็นหนังที่ใครต่อใครตราหน้าว่ามันห่วยเห่ยยับเยิน (ไม่ว่าจะทางอารมณ์ความรู้สึกหรืออย่างเป็นศาสตร์การผลิต) ขนาดไหน หนังทุกประเภทล้วนฉายออกมาซึ่งสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของผู้สร้าง ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของสังคมที่ขัดเกลาผู้สร้างหนัง และในขณะเดียวกัน สิ่งที่เราได้จากการดูหนังก็สะท้อนถึงสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของเรา ซึ่งสะท้อนภาพของสังคมที่ขัดเกลาตัวเราเช่นกัน
ผมดูหนังของ M. Night Shyamalan ในเวทีฮอลลีวูดทุกเรื่อง สำหรับ The Village ผมได้ดูเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว และเป็นแรงบันดาลใจให้อยากดูหนังของผู้ชายคนนี้ทุกเรื่องตลอดไป อย่างน้อยความรู้สึกนั้นก็เป็นจริงในตอนนี้
ตอนที่ดู The Village ครั้งแรก ผมดูทั้งๆที่รู้มาก่อนแล้วว่ามันเป็นหนังที่จบแบบหักมุม รู้กระทั่งว่าหักมุมที่ว่ามันหักยังไง ปรกติแล้ว การดูหนังประเภทจบหักมุมด้วยความรู้ก่อนดูแบบนั้นน่าจะทำลายอรรถรสของหนังไป แต่ทั้งที่รู้อย่างนั้นความตื่นเต้นของผมกลับไม่ลดลงไปแม้แต่น้อย กลับกัน การที่รู้จุดจบของเรื่องมาก่อนทำให้ผมตั้งคำถามต่อเนื้อหาในเรื่องใหม่ แทนที่จะถามว่า “อะไร” ผมกลับถามว่า “ทำไม” และ “อย่างไร”
The Village คือเรื่องราวของคนเก้าคนที่สูญเสียคนสำคัญในชีวิตไปเพราะสิ่งที่สังคมเรียกว่า “อาชญากรรม” (crime) ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ พวกเขาได้พบเจอกันใน “ศูนย์ให้คำปรึกษา” (Counseling Center) แบ่งปันแลกเปลี่ยนความเจ็บปวดจากการสูญเสียซึ่งกันและกัน และในที่สุด Edward Walker อาจารย์สอนประวัติศาสตร์แห่ง University of Pennsylvania ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ต้องเจ็บปวดจากการสูญเสียเช่นกันก็ได้เสนอความคิดเรื่องการหันหลังให้สังคมแล้วไปตั้งชุมชนหมู่บ้านดังที่ปรากฏในเรื่องขึ้นมา
สิ่งที่ผมเห็นเยอะที่สุดใน The Village ก็คือความกลัว ความกลัวอันเกิดจากวาทกรรมเรื่อง Those we do not speak of (ปีศาจชุดแดงในเรื่อง) ที่ The Elder (กลุ่มคนทั้งเก้าดังกล่าวไปแล้ว) สร้างขึ้น ความกลัวที่บังคับย่างก้าวของสมาชิกหมู่บ้านทั้งหมดไม่ให้ก้าวพ้นแนวป่าที่มีธงสีเหลือง เว้นแต่ตัว The Elder เองที่ยังต้องก้าวพ้นไปสวมบทลับล่อของ Those we do not speak of เพื่อรักษาความกลัวของหมู่บ้านไว้
ผมเรียกเรื่องราวของ Those we don’t speak of ว่าเป็นวาทกรรมเพราะเห็นว่านอกจากจะมีกระบวนการสร้างความหมายให้มันแล้ว The Elder ยังคงมีกระบวนการในการรักษาความหมายของมันไว้ด้วย
การถูกครอบงำด้วยความกลัวจากวาทกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดสภาวะที่ Michel Foucault เรียกว่า Les Corps Docile (ชื่อบทหนึ่งใน Surveiller et Punir; Discipline & Punishment) หรือเป็นภาษาไทยภายใต้สำนวนและชื่อหนังสือแปลของ ทองกร โภคธรรม ว่า “ร่างกายใต้บงการ” และในความรู้สึกของผม บางส่วนของวาทกรรมดังกล่าวยังสร้าง “มายาคติ” (Myths) ขึ้นใน The Village ด้วย
สภาวะร่างกายใต้บงการ
การทำงานของความกลัวที่มีต่อ Those we don’t speak of ใน The Village เป็นไปในลักษณะดังนี้
[1] การสร้างความเชื่อครอบงำที่ว่า “Those we don’t speak of เป็นสิ่งที่ถ้าเราไม่ล่วงล้ำเข้าไปในป่า พวกเขาก็จะไม่บุกรุกเข้ามาในหมู่บ้าน” จะเห็นได้ว่าตัวตนของ Those we don’t speak of ที่ The Elder สร้างไว้ในหมู่บ้านมีความเป็น “ปฏิปักษ์” กับหมู่บ้านแฝงอยู่ โดยความเป็นปฏิปักษ์ดังกล่าวจะแสดงออกมาเมื่อมีการล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตของ Those we don’t speak of
[2] สร้างอัตลักษณ์ของ Those we don’t speak of ให้ดูเป็นสิ่งที่น่ากลัว เชื่อว่าเป็นไปเพื่อสนับสนุนข้อ (1) เพื่อไม่ให้มีการล่วงล้ำเข้าไปในป่า สังเกตได้จากฉากการสนทนาในห้องเรียนระหว่าง Edward Walker กับเด็กๆหลังจากที่เจอลูกสัตว์ถูกฆ่าถลกหนัง เมื่อ Edward Walkerใช้คำว่า “culprit” ที่สามารถแปลได้ว่า “ผู้ร้าย” ถามนำให้เด็กๆนึกว่าใครเป็นคนทำเรื่องโหดร้ายดังกล่าวแล้วเด็กๆก็นึกถึง Those we don’t speak of ขึ้นมาในทันที และเด็กๆยังพูดถึงลักษณะของ Those we don’t speak of ว่าเป็น “พวกกินเนื้อ” และ “มีกงเล็บขนาดใหญ่” ทั้งที่พวกเด็กๆไม่เคยเห็น Those we don’t speak of
[3] ตั้งเสาธงเหลืองที่ถือเป็น “สีปลอดภัย” (safe color) ไว้ตามชายป่าที่สุดเขตหมู่บ้านและต้องมีคนคอยไปป้ายสีเหลืองที่เสาดังกล่าว
[4] The Elder สวมชุด Those we don’t speak of มาปรากฏตัววับๆแวมๆให้เห็นแถบชายป่า
[5] มีการทำเสียงของ Those we don’t speak of ให้ดังออกมาจากในป่า
[6] ตั้งหอสังเกตการณ์ล่วงล้ำของ Those we don’t speak of เพื่อสั่นระฆังเตือนภัย
[7] ให้สร้างห้องใต้ดินไว้หลบภัยในกรณีที่ Those we don’t speak of บุกเข้ามาในหมู่บ้าน
[8] สร้างความหมายให้ “สีแดง” เป็น “สีชั่วร้าย” (bad color) โดยให้เหตุผลว่าสีดังกล่าวจะดึงดูด Those we don’t speak of เข้ามา
ข้อ [1] และ [2] คือวาทกรรม Those we don’t speak of เป็นส่วนของการให้ความหมายกับ Those we don’t speak of ส่วนข้อ [3] ถึง [8] ผมเห็นว่าเป็นกระบวนการรักษาความหมายของ Those we don’t speak of ภายใต้เนื้อหาของวาทกรรมที่ The Elder สร้างขึ้น
ในข้อ [1] ถึง [5] เป็นการบังคับร่างกายของสมาชิกในหมู่บ้านไม่ให้เดินทางออกนอกเขตหมู่บ้าน ในข้อ [6] และ [7] ทันทีที่เสียงระฆังเตือนว่า Those we don’t speak of บุกเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านทุกคนก็รีบเข้าบ้านและลงไปซ่อนตัวในห้องใต้ดิน ข้อ [8] ฉากชาวบ้านสองคนกวาดลานบ้านตอนต้นเรื่อง ทันที่พวกเธอเห็นช่อลูกเบอรี่สีแดงพวกเธอก็รีบเอามันไปฝังในทันที
ทั้งหมดคือร่างกายใต้บงการภายใต้วาทกรรม Those we don’t speak of ที่ผมมองเห็นใน The Village
มายาคติ
ในข้อ [3] และ [8] ชาวบ้านถูกทำให้เชื่อว่าสีแดงนั้นเป็นสีชั่วร้ายตามธรรมชาติ ความชั่วร้ายเป็น “nature” ของสีแดง ในทางกลับกัน ความปลอดภัยก็เป็น “nature” ของสีเหลือง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนั่นไม่ใช่ “nature” หากแต่เป็น “nurture” หรือเป็นธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้น เกิดจากการปลูกฝัง ไม่ใช่ธรรมชาติจริงๆของสีทั้งสอง แลความน่ากลัวทั้งหมดของ Those we don’t speak of ก็ไม่ใช่เรื่องจริง หากแต่เป็นความจริงที่ถูกสร้างขึ้นและทำให้เชื่อว่าเป็นจริงตามธรรมชาติ ทำให้สีทั้งสองมีความหมายมากกว่าความเป็นสี หากแต่มีความหมายในเชิงค่านิยมหรืออุดมการณ์ ซึ่งถ้าจะยกตัวอย่างอย่าง Roland Barthes ผู้เขียนเรื่อง “มายาคติ” ก็คล้ายกับการที่เราให้เด็กเล่นของเล่นที่จำลองจากสิ่งที่มีอยู่ในสังคมมานานจนเหมือนว่าเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง แล้วเด็กก็เชื่อว่านั่นคือธรรมชาติของสังคม เป็นการจำกัดกรอบความคิด (อาจโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้ แต่ใน The Village ตั้งใจ)
………………………………………………………
ต่อคำถามที่ว่าแล้วทั้งวาทกรรมและมายาคติดังกล่าวมีไว้เพื่ออะไร ก็ต้องดูถึงสาเหตุที่คนทั้งเก้าหันหลังให้สังคมเมืองมาสร้างหมู่บ้านของตัวเอง ซึ่งก็คือความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนสำคัญไปทำให้พวกเขากลัวที่จะต้องกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมอีกนั่นเอง
ที่น่าสนใจ จากผู้ก่อตั้งเพียงเก้าคนและ Lucius Hunt ในวัยเด็กซึ่งเป็นลูกชายของ Alice Hunt หนึ่งในกลุ่มผู้ก่อตั้ง ผู้ก่อตั้งก็ยังผลิตลูกหลานออกมาอีก นั่นหมายความว่า ความตั้งใจของกลุ่มผู้ก่อตั้งไม่ได้มีแค่ปิดขังตัวเองจากโลกภายนอกหรือสังคมที่ตัวเองไม่อาจอยู่ร่วมได้ หากแต่ยังปรารถนาจะสร้างโลกแบบใหม่ขึ้นมาในพื้นที่ปิดล้อมนั้น โลกแบบที่ตัวเองเชื่อว่าดีกว่า และปรารถนาที่จะให้ทุกคนใช้ชีวิต (ถูกกักขัง?) อยู่ในโลกที่ดีในความคิดตัวเองที่ว่า
ซึ่งวาทกรรมและมายาคติดังกล่าวก็มีไว้เพื่อเหตุผลนั้นนั่นเอง…
มาถึงตรงนี้ ผมมองว่าเส้นแบ่งระหว่าง “พื้นที่” ของความต้องการที่จะรักษาชีวิตที่ตนคิดว่าดีไว้ให้ลูกหลานกับ “พื้นที่” ของความกลัวที่ว่าตนจะต้องสูญเสียอำนาจในการควบคุมความเป็นไปในหมู่บ้านให้เป็นไปอย่างตั้งใจได้พร่าเลือนจนทำให้พื้นที่ทั้งสองหลอมรวมเป็นพื้นที่เดียวกัน กลายเป็นความกลัวว่าจะรักษาวิถีชีวิตที่ตัวคิดว่าดีเอาไว้ไม่ได้ และถามว่าปัจจัยอะไรที่จะทำให้ชีวิตที่ตนคิดว่าดีนั้นสลายไป คำตอบก็คือการติดต่อกับสังคมนั่นเอง
ถ้ามองในแง่ดีโดยไม่ต้องคิดถึงว่าวิถีชีวิตใหม่นั้นมันดีจริงหรือเปล่า นั่นก็เป็นเจตนาดีของคนกลุ่มนั้น แต่ถ้ามองในแง่ร้าย (ซึ่งผมชอบ ไม่เชื่อก็ดูคำโปรยที่หัวบล็อก) นั่นก็แค่ความกลัวที่ตัวเองจะต้องสูญเสียอำนาจในการควบคุมหรือปกครองทุกสิ่งให้เป็นอย่างที่ตนตั้งใจไป
ในกรณีนี้ แรงขับดันในความกลัวดังกล่าวได้ทำให้ผู้ก่อตั้ง [ต่อไปจะเรียกว่า “ผู้ปกครอง” (ไม่ใช่พ่อแม่นะครับ)] สร้างความกลัวชุดใหม่ขึ้นมาเป็น “อำนาจ” ในการควบคุมสรรพสิ่งในธรรมชาติที่ตัวเองสร้างขึ้น และมันออกมาในรูปวาทกรรมและมายาคติเกี่ยวกับ Those we don’t speak of ดังกล่าวไปแล้ว
The Village ในโลกแห่งความเป็นจริง: กรณี “ประเทศ” และ “ชาติ” ไทย
ในโลกแห่งความเป็นจริง เอาเฉพาะใน “ชาติ” ไทย ผู้ปกครองมีการสร้างวาทกรรมความกลัวหลากหลายรูปแบบขึ้นมาเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองในการควบคุมวิถีชีวิต (ระบอบการปกครองเป็นต้น) ที่ตัวเองคิดว่าดีไว้ เช่นในสมัยรัชกาลที่หก เมื่อตระหนักดีถึงอิทธิพลของกลุ่มคนจีนในประเทศก็ได้มีการสร้างวาทกรรมลูกจีนที่ทำให้คนจีนดูเป็นอะไรที่ “ไม่ดี” ขึ้นมา หรือในช่วงต้นของรัชกาลปัจจุบัน วาทกรรมความกลัวหลักคงไม่พ้นเรื่องคอมมิวนิสต์ และถ้าเอาที่ใกล้ตัวเข้ามาอีกก็ไม่พ้นวาทกรรมเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งนี้ทั้งนั้นล้วนเป็นไปเพื่อรักษาวิถีชีวิตที่ผู้ปกครองคิดว่าดีและปรารถนาให้ผู้ใต้ปกครองได้มีใช้ต่อไปเอาไว้ทั้งนั้น และที่น่ากลัวก็คือ วาทกรรมเหล่านั้นทำให้ผู้ใต้ปกครองตกอยู่ในสภาวะร่างกายใต้บงการจนนอกจากจะไม่ทำในสิ่งที่จะทำให้ตนได้ชื่อว่าหลงผิดแล้ว บ่อยครั้งยังเอาวาทกรรมที่ว่ามาใช้ในการฟาดฟันกันเองด้วย
การสร้างหมู่บ้านหรือชุมชนใน The Village หากมองดีๆแล้วจะเห็นว่าอยู่บนกฎอันแข็งแกร่งบนฐานความคิดแยกขั้วความเป็น “พวกเขา/พวกเรา” คือ “คนในหมู่บ้าน/Those we don’t speak of” และ “หมู่บ้าน/เมืองอื่น” ซึ่งดูจะเป็น concept ประการหนึ่งของความเป็นชุมชน กล่าวคือเป็นการระบุพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นภูมิศาสตร์จริงๆหรือภูมิศาสตร์อัตลักษณ์หรือภูมิศาสตร์วัฒนธรรม ใน The Village พวกตัวละครอาศัยอยู่ในหมู่บ้านติดป่าคัฟวิงตั้นวู้ด และในป่าคัฟวิงตั้นวู้ดมี Those we don’t speak of อาศัยอยู่ และเพื่อยึดโยงจิตใจของคนในหมู่บ้านให้คงอยู่ในชุมชนให้ได้ก็ต้องมีการทำให้เมืองอื่นดูไม่ดี ดังที่ในเรื่อง Finton Coin (ตัวละครตัวหนึ่ง) พูดถึงเมืองอื่นว่าเป็น “Wicked places where wicked people live” หรือ “เมืองชั่วร้ายที่มีคนชั่วร้ายอาศัยอยู่” ทั้งที่จริงๆแล้ว ด้วยวาทกรรมที่ครอบงำหมู่บ้านอยู่ Finton Coin ย่อมไม่เคยก้าวผ่านคัฟวิงตั้นวู้ดไปถึงเมืองอื่น เพราะฉะนั้น ลักษณะของเมืองอื่นที่เขาเชื่อว่าเป็นจริงจนพูดออกมาอย่างนั้นย่อมต้องมาจากการปลูกฝังของผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน และนั่นคือความเชื่อที่ตกทอดมาจากความคิดของผู้ปกครอง (The Elder) ในหมู่บ้านนั่นเอง ซึ่งนั่นหมายความว่า ในขณะที่ผู้ปกครองกระทำสิ่งต่างๆเพื่อยืนยันถึงการมีตัวตนของความกลัวที่ตนใช้เป็นอำนาจครอบงำ ความกลัวเหล่านั้นก็ได้รับการถ่ายทอดส่งผ่านถึงกันอย่างรุ่นต่อรุ่นด้วย ก่อเกิดเป็นการครอบงำแบบข้ามเวลาและช่วงอายุขึ้น
“ชาติ” ไทยเองก็มีการสร้างขึ้นบนพื้นฐานอันแข็งแกร่งของ “ความเป็นเรา/ความเป็นอื่น” นอกจากมีขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่แน่นอนในเชิงพิกัดตัวเลขที่หลงเหลือมาจากยุคล่าอาณานิคม เราก็มีการสร้างศัตรูร่วมของ “ชาติ” ไทยด้วย พม่าเป็นจำเลยหลักที่คอยมารุกรานเราอยู่เรื่อยในประวัติศาสตร์กระแสหลัก คอมมิวนิสต์เป็นตัวร้ายที่ต้องการล้มล้างสถาบันหลักอยู่ช่วงเวลาหนึ่งและยังคงหลงเหลือกลิ่นอายอันชั่วร้ายนั้นอยู่ เป็นโชคดีของเขมรที่คนไทยโยนความผิดกรณีเขาพระวิหารไปให้คน “ชาติ” เดียวกันเสีย ไม่อย่างนั้นอาจมีโอกาสได้ขึ้นมาเทียบรัศมีเป็นศัตรูร่วมของ “ชาติ” ไทยในฐานะโจรแย่งชิงดิงแดนได้
ความที่ “ประเทศ” ไทยนั้นแม้ไม่ใหญ่มากแต่ก็ยังมากพอจะทำให้คนใน “ประเทศ” ไม่อาจเห็นหน้ากันทั่วเห็นหัวกันครบและไม่อาจ (ไม่มีวัน) รู้จักกันหมด อีกทั้งในบรรดาคนมากมายดังกล่าวนั้นก็ยังมีความแตกต่างอันหลากหลาย เพื่อยึดโยงความคิดของคนทั้งหมดอันจะนำไปสู่การสร้างสภาวะร่างกายใต้บงการให้เกิดแก่คนใน “ประเทศ” ได้นั้น นอกจากการสร้าง “ศัตรูร่วม” ดังกล่าวและการสร้างศูนย์รวมจิตใจอย่างสามสถาบันหลักขึ้นมาแล้ว ยังมีการสร้างวาทกรรมต่างๆขึ้นมาเพื่อระบุพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ด้านต่างๆของคนใน “ประเทศ” (ภูมิภาค, อัตลักษณ์, วัฒนธรรม, ประเพณี ฯลฯ) เพื่อให้รู้ว่าคนแบบไหนถึงจะอยู่ใน “ประเทศ” เดียวกัน ทำให้เกิดความรู้สึกทำนองที่ว่า แม้ไม่ได้เห็นหน้าค่าตาหรือรู้จักกัน แต่เราก็รับรู้ได้ว่ามีคนอื่นที่เป็นพวกเดียวกับเราอยู่ในขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่เรียกว่า “ประเทศ” เดียวกัน รู้สึกราวกับว่าแม้ไม่เคยเจอกันแต่แท้จริงแล้วคนเหล่านั้นก็คือญาติพี่น้องหรือคนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน เกิดความสัมพันธ์ทางใจเหมือนหมู่บ้านหรือชุมชนใน The Village ที่ทุกคนเห็นหน้าค่าตาและรู้จักกันหมด ต่างกันตรงที่ใน The Village นั้นเห็นและรู้จักกันจริงๆ แต่ใน “ประเทศ” ไทยนั้นเห็นและรู้จักกันอยู่ในความรู้สึก เป็นการรู้จักกันในจินตนาการ จึงอุปมาได้ว่าเป็น “ชุมชนในจินตนาการ” (Imagined Community) ซึ่งเป็นคำที่ Ben Anderson ใช้เป็นนิยามสั้นๆแทนความหมายของคำว่า “ชาติ” นั่นเอง
ในการจะดำรงความเป็น “ชาติ” หรือ “หมู่บ้าน” (ในจินตนาการ) ให้สงบราบคาบได้อย่างใจผู้ปกครอง ก็ต้องมีการกำจัดสิ่งที่เป็นภัยต่อการดำรงอยู่อันผาสุกนั้นไป ใน The Village เมื่อพบเห็นสีชั่วร้ายก็ต้องเอาไปฝัง ถามว่าจะให้กลัวอยู่แต่ในใจนั้นมิได้หรือ ในความคิดของผม เมือมีผู้คิดใช้ความกลัวเป็นอำนาจครอบงำเพื่อควบคุม ผู้นั้นคงมิได้ต้องการจะเห็นแค่ความกลัว แต่ต้องการเห็นการศิโรราบ/ยอมจำนนต่ออำนาจควบคุมที่ตนเองสร้างขึ้น ต้องทำให้เป็นพิธีกรรมให้เห็นเด่นชัดเพื่อแสดงว่าอำนาจนั้นยังคงมีตัวตนอยู่
ใน “ชาติ” ไทย เมื่อเห็นอะไรชั่วร้ายเข้าข่ายว่าหลงผิดไปจากความเป็น “ชาติ” อะไรที่ว่าชั่วร้ายนั่นก็จะถูกเอาไปฝังเช่นกัน อยู่ที่ว่าจะฝังแบบไหน แบบดินกลบหน้า แบบถีบลงเขา แบบเผาในถัง แบบหลังติดถนน ซึ่งการฝังดังกล่าวมักถูกทำให้ดูมีความชอบทำโดยอาศัยวาทกรรมความกลัว (ที่กลายเป็นอำนาจครอบงำ) ที่มีอยู่ในสังคม และเพื่อแสดงให้เห็นว่าอำนาจควบคุมนั้นยังมีอยู่ ก็ต้องมีพิธีกรรมเพื่อแสดงออกถึงการศิโรราบ/ยอมจำนนต่ออำนาจ โดยอาจอยู่ในความหมายอื่นเช่นความจงรักภักดีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (ชาติ) ซึ่งแท้จริงแล้วก็เป็นเพียงฉากปิดบังความกลัว ในด้านผลที่มีต่อตัวผู้แสดงการศิโรราบ/ยอมจำนน นอกจากจะเป็นการสร้าง “แรงเสริมลบ” (Negative Reinforcement) คือทำให้กลัวการถูกฝังจนลดพฤติกรรมต่อต้านแล้ว ภายใต้การอำพรางการศิโรราบ/ยอมจำนนให้ปรากฏเป็นสิ่งอื่นที่ดูดีดังกล่าวที่ไม่ใช่ความกลัวยังเป็นการสร้าง “แรงเสริมบวก” (Positive Reinforcement) ให้อยากแสดงการศิโรราบ/ยอมจำนนมากขึ้นด้วย
ใน The Village ความตายของลูกชายของ The Elder คนหนึ่งก่อ “แรงเสริมบวก” ให้ Lucius Hunt ต้องการจะฝ่าป่าคัฟวิงตั้นวู้ดไปยังเมืองอื่นเพื่อหาตัวยาที่จะรักษาชีวิตของคนในหมู่บ้านได้ เขาเสนอความตั้งใจนั้นต่อหน้า The Elder ทั้งเก้า มองในบริบทของหนังแล้ว นั่นเป็นการประกาศเจตนาในการฝ่าฝืนกฎที่ The Elder วางไว้เพื่อรักษาวิถีชีวิตในหมู่บ้าน ทั้งยังแสดงความเชื่อมั่นว่าเจตนาที่บริสุทธิ์ของตัวเองจะทำให้ Those we don’t speak of เข้าใจและไม่ทำร้ายตน ตรงนี้สำหรับ The Elder แล้วก็คงเหมือนว่ามีคนมา “ขอฝ่าฝืนกฎเหล็กของหมู่บ้านด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ที่อยากเห็นชีวิตในหมู่บ้านนี้ดีขึ้น”
มาถึงตรงนี้ ผมก็พลันสงสัยขึ้นมาว่า ถ้ามีคนทำอย่างนั้นขึ้นมาใน “ชาติ” ไทย คนผู้นั้นจะได้รับการตอบรับแบบไหนจากผู้ปกครอง หรือคนใต้ปกครองที่มีความคิดจิตใจแบบเดียวกันกับผู้ปกครองกัน “แรงเสริมบวก” จากคนรอบข้างจะเกิดขึ้นเพราะเจตนาบริสุทธิ์ของคนผู้นั้น หรือความกลัวอันแน่นหนาที่ครอบงำจะเพิ่ม “แรงเสริมลบ” จนทำให้ต้องรีบช่วยกันเอา “คนพรรค์นั้น” ไปฝังกันแน่
ปล.: ขอบคุณม่อนและโครงการบัณฑิตศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มอบโอกาสในการเป็นผู้นำการเสวนาดังกล่าวให้กับผม ขอบคุณจากใจจริงครับ
หมีมองคน: ประเทศประชาธิปไตยที่ละเลย “เสียง” ส่วนใหญ่
ปราชญ์ วิปลาส
โดยปรกติ เมื่อพูดถึงประชาธิปไตยในบ้านเรา เราก็มักจะพูดถึงการเคารพมติของ “เสียง” ส่วนใหญ่ แต่แน่นอนว่าเพื่อให้ดูน่ารักและมีจริยธรรมความมีน้ำใจตามจริตแบบไทยๆ เราก็จะแถมท้ายว่าแต่ต้องไม่ลืมฟัง “เสียง” ส่วนน้อยด้วย
แต่ในช่วงเวลานี้ ในขณะที่ “เสียง” ส่วนน้อยของชนชั้นกลางผู้มีอันจะกิน (โดยเปรียบเทียบ) ในเมืองกำลังก้องกังวานขับไล่รัฐบาลด้วยเหตุผลต่างๆ สื่อต่างๆมุ่งแต่นำเสนอข่าวการรบรากันของขั้วอำนาจ ถ้อยวิภาษต่อปัญหาของประเทศมีแต่เรื่องรัฐบาล พันธมิตรฯแก่ พันธมิตรฯอ่อน นปช. หรือกลุ่มพลังอื่นๆ ด้วยความเป็นไปทั้งหมดดังกล่าว ผมรู้สึกว่านี่เป็นอีกครั้งที่ประชาธิปไตยบ้านเรากำลังมาจนถึงจุดซ้ำซากเดิมๆที่ว่าเรากำลังละเลย “เสียง” ส่วนใหญ่กันอีกแล้ว
อนึ่ง ผมไม่ได้และไม่เคยเลยที่จะเห็นด้วยกับการ “อ้างเอา” ความชอบธรรมของรัฐบาลทักษิณและสมัครว่าตนเป็นรัฐบาลที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ ทั้งอ้างและพยายามชี้นำโดยนัยให้เห็นว่าเพียงแค่นั้นก็เรียกว่าเป็นประชาธิปไตย เพราะนั่นเป็นการอ้างเพื่อรักษาอำนาจ เป็นการป้องกัน “ตัว” เป็นการฉวยโอกาสเอา “เสียง” ส่วนใหญ่มาเป็นรองเท้าให้อำนาจใส่เดิน ผมไม่ยอมรับการอ้างแบบนั้น
“เสียง” ส่วนใหญ่ที่ผมกำลังจะพูดถึงนั้นคือ “เสียง” ที่มีความหมายมากกว่าเพียงรอยขีดปากกาสองครั้งในบัตรเลือกตั้ง มันคือ “เสียงร้อง” ที่เป็นเหตุผลว่า ทั้งที่มีความพยายามชี้ให้เห็นว่าทักษิณนั้นเป็นอย่างไร แต่ทำไม “เสียง” ส่วนใหญ่ก็ยังร้องรับเมื่อเห็นว่านายสมัครมาเป็นอะไรบางอย่างที่คล้ายกับตัวแทนของทักษิณหรือพลังประชาชนคือร่างใหม่ของไทยรักไทยเดิม
ประชาธิปไตยตัวแทนเป็นระบอบที่เปิดโอกาสให้ “เสียง” ต่างๆในที่ห่างไกลได้เดินทางเข้ามาในเมือง และไม่เพียงเท่านั้น มันยังเปิดโอกาสให้ “เสียง” เหล่านั้นได้มีโอกาสเรียกเอาทรัพยากรต่างๆในประเทศให้ได้รับการจัดสรรถึงมือ (ชีวิต) ตัวเองด้วย ฉะนั้น เมื่อชาวบ้านเลือกรัฐบาลที่คนในเมืองตัดสินว่าไม่มีจริยธรรมหรือเวลาชาวบ้านขายเสียง นั่นจึงไม่ใช่เรื่องที่คนในเมืองจะเอาจริยธรรมในแบบตัวเองมาเป็นบรรทัดฐานตัดสินว่าขายเสียงคือเลวหรือเลือกรัฐบาลแบบนั้นคือโง่ เพราะสำหรับชาวบ้าน แม้ไม่ออกมาเป็นคำพูดชัดเจนแบบที่กำลังจะกล่าวต่อไปนี้ แต่การเลือกตั้งก็คือโอกาสที่จะทำให้ตนได้รับซึ่งทรัพยากรที่ตนคิดว่าดีและไม่เคยได้มีมาก่อน ซึ่งตรงนี้ผมเห็นว่าไม่ต่างอะไรจากคนในเมืองที่อยากได้รถไฟฟ้า ถ้าสมัครสร้างรถไฟฟ้าให้ร้อยสาย เราก็จะใช้มัน ใช้มันทั้งที่ปากด่าสมัครและอยากไล่สมัครไปให้พ้นๆมันอย่างนั้นทุกวันนั่นแหละ เราฉลาด เรามีเหตุผล เรารู้ว่าเรามีสิทธิ์จะได้อะไร เรามีวิจารณญาณพอจะแยกแยะว่าของดีของคนที่เราคิดว่าไม่ดีไม่ใช่ของไม่ดี เราบอกตัวเองอย่างนั้น
สิ่งที่รัฐบาลทักษิณทำไว้และจับใจชาวบ้านเป็นอย่างมากก็คือ การทำให้รู้สึกว่ามีเงินใช้เมื่อ “อยาก” ใช้ (ผมจะไม่ใช้คำว่า “จำเป็น” ในบริบทนี้ เพราะในโลกบริโภคนิยม การรักษาความเป็นมนุษย์ที่ไม่แปลกแยกจากคนอื่นของตัวเองไว้ก็เป็นเรื่องจำเป็นอย่างหนึ่ง ถ้าใครสักคนใช้เงินเพราะความ “อยาก” ด้วยมันจะสามารถรักษาความเป็นมนุษย์ที่ไม่แปลกแยกตามแบบฉบับที่บริโภคนิยมปลูกฝังไว้ได้ นั่นก็คือความจำเป็นในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แม้ใครจะมองว่าสิ่งที่ซื้อไปเพราะความอยากนั้นไม่มีความจำเป็นกับชีวิตก็ตามที) รัฐบาลทักษิณได้สร้างเงื่อนไขทางความรู้สึกที่ว่า ตราบใดที่ยังมีรัฐบาลตน ชาวบ้านก็จะยังคงได้รับการตอบสนองความต้องการอย่างนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเมื่อไทยรักไทยคืนชีพใหม่ในนามพลังประชาชน ชาวบ้านก็ยังคงยินดีจะส่ง “เสียง” ตอบรับเช่นเคย
ช่วงปลายปีที่แล้วผมได้มีโอกาสไปทำแบบสอบถามศึกษาถึงต้นทุน รายรับรายจ่ายของเกษตรกรในจังหวัดราชบุรี อ่างทอง และจันทบุรี ในบรรดาเกษตรกรสามถึงสี่ร้อยครัวเรือนที่ทำการศึกษานั้น พบว่ามีเพียงไม่กี่ครอบครัวที่มีรายได้จากเงินเดือนหรือรายได้ประจำในทางอื่นใด รายได้หลักยังคงอิงอยู่กับฤดูกาลทั้งที่เป็นฤดูกาลจริงๆและฤดูกาลที่ถูกบีบบังคับด้วยอำนาจทางวิทยาศาสตร์ (การใช้ยาเร่งดอกเร่งผล) มีไม่ถึงห้าสิบครอบครัวที่มีเงินออมอยู่ในธนาคาร ซึ่งเงินออมนั้นก็อยู่ไม่นานพอแม้เพียงเพื่อให้ได้ดอกเบี้ยเล็กๆน้อยๆมาให้ลูกหลานกินขนม ออมได้พักๆก็ต้องถอนออกมาใช้เสียแล้ว (เว้นแต่จะเป็นเจ้าที่ดินที่มีพื้นที่เพาะปลูกเป็นร้อยไร่ แบบนั้นไม่เพียงมีเงินออมแต่ยังสามารถสะสมทุนไว้ลงต่อได้ด้วย) ชีวิตเหล่านั้นดำรงอยู่ได้ด้วยระบบเงินหมุน ระบบดังกล่าวทำให้ไม่เคยมีการคิดคำนวณกำไรหลังหักต้นทุน ส่วนใหญ่ไม่มีการจดบันทึกต้นทุนรายรับรายจ่ายไว้เป็นสถิติ การขาดทุนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตลอด ทุกบ้านเป็นหนี้ธกส. บางบ้านไม่ใช่ไม่รู้ว่าที่ทำๆอยู่ทุกปีนั้นขาดทุน ความจริงคือรู้ทั้งรู้ว่าขาดทุนแต่ก็ต้องทำเพราะที่ “เชื่อ” กันอยู่คือตนเองไม่มีทางเลือกอื่น และที่สำคัญ จะขาดทุนหรือกำไร จะต้องดิ้นรนสร้างหนี้จากแหล่งหนึ่งเพื่อผันเงินมาใช้หนี้อีกแหล่งหนึ่ง แต่ถ้าที่สุดแล้วยังมีเงินใช้เมื่อจำเป็นต้องใช้ในการดำรงชีวิต เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
แม้ทั้งสามจังหวัดที่ผมไปมาจะไม่ใช่ฐานเสียงใหญ่ของไทยรักไทยหรือพลังประชาชน และเกษตรกรบางรายในพื้นที่ดังกล่าวก็เกลียดทักษิณจากข้อตกลงการค้าเสรีที่ทำให้คนหันไปกินแอปเปิ้ลราคาถูกจากจีนมากกว่ามะม่วงในประเทศ แต่ผมเชื่อว่าชีวิตที่ดำเนินไปด้วยการหมุนเงินใช้แบบนั้นน่าจะกระจัดกระจายอยู่มากมายในส่วนต่างๆของประเทศ โดยเฉพาะภาคอีสานที่ได้ชื่อมาจนทุกวันนี้ว่ามีคนยากจนอยู่มากที่สุดในประเทศและเป็นฐานเสียงของไทยรักไทยและพลังประชาชน ด้วยสภาพดังกล่าว ผมเห็นว่านโยบายอย่างกองทุนหมู่บ้าน การพักหนี้เกษตรกร หรืออะไรก็ตามที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการจับจ่ายของชาวบ้านอย่างที่ไทยรักไทยใช้เป็นจุดขายนี้เองที่จะถูกจริตกับชีวิตอันยากลำบากแบบนั้นได้ และแน่นอน ด้วยเรื่องของการสร้างเงื่อนไขดังกล่าวไปแล้ว พลังประชาชนเลยพลอยฟ้าพลอยฝนได้รับอานิสงไปด้วย
ชีวิตที่ลำบากยากจนแบบนั้นนั่นแหละที่กลายเป็นฐานเสียงให้รัฐบาลไทยรักไทยถึงสองสมัย และการที่พลังประชาชนได้รับความเชื่อมั่นให้บริหารประเทศต่อนั้นก็คงเพียงพอจะสะท้อนให้เห็นว่า ความลำบากยากจนบนชีวิตเงินหมุนนั้นยังไม่จบสิ้น และความความยากจนที่ทักษิณประกาศจะทำให้หายไปในหกปียังคงมีตัวตนอยู่ เพียงแต่ดูเจือจางและรู้สึกหรือสัมผัสถึงได้ยากขึ้นเท่านั้น
ผมรับได้กับม็อบหรือการเคลื่อนไหวต่างๆเพื่อแสดง “เสียง” ของตัวเองออกมาตามระบอบประชาธิปไตย แต่ผมรับไม่ค่อยได้ที่นักวิชาการหรือปัญญาชนหรือชนชั้นกลางในเมืองที่ดูน่าจะมีการศึกษากำลังแสดงออกไปในทางที่ละเลย “เสียง” ส่วนใหญ่ ในความคิดของผมแล้ว ต่อให้นายสมัครรู้จักฟังเสียงคนรอบข้างลาออกอย่างที่ดร.เตชทำ (เป็นตัวอย่าง ถ้านายกฯจะสนใจบ้าง) ต่อให้พลังประชาชนถูกยุบพรรค จะแบบไหนก็ไม่มีวันที่ปัญหาจะจบได้ ซึ่งปัญหาที่ว่าก็คือปัญหาปากท้องของชาวบ้านที่ส่ง “เสียง” ส่วนใหญ่ออกมาเป็นรัฐบาลทักษิณและรัฐบาลสมัครนี้นี่เอง ถ้ารัฐบาลนี้สาบสูญหรือถึงขั้นสูญพันธุ์ไป ที่จะหายไปก็มีแค่ความขัดข้องใจของคนส่วนหนึ่ง แต่ปัญหาปากท้องของ “เสียง” ส่วนใหญ่ก็จะยังคงดำรงตนของมันอยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง
สิ่งที่ทักษิณทำไว้ไม่ใช่เรื่องที่จะรื้อถอนกันได้ด้วยการทำให้สายสัมพันธ์ต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับเขาหายไป เขาสร้างรูปแบบการใช้นโยบายที่เป็นตัวอย่างว่าจะขายอะไรอย่างไรแล้วเป้าหมายจึงจะซื้อ รัฐบาลต่อๆไป (ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับไทยรักไทยหรือพลังประชาชน) ก็คงดีแต่เอาโครงการเหล่านั้นมาปัดฝุ่นเปลี่ยนชื่อให้ดูเหมือนว่าเป็นนโยบายของตัวเอง หรือไม่ก็สร้างนโยบายอื่นที่อยู่บนฐานคิดแบบประชานิยมออกมา และที่สำคัญ ถ้ารัฐบาลต่อจากนี้ไม่มีผู้นำที่มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน พวกเขาก็คงจะหลอกกินเสียงของ “เสียง” ส่วนใหญ่ไปได้เรื่อยๆ ด้วยการ “Spoil” ลักษณะการดำรงชีวิตของชาวบ้านที่ต้องผูกพันอยู่กับเรื่องเงินๆทองๆดังที่ทักษิณทำไว้เป็นตัวอย่าง
นี่แหละที่ผมบอกว่าเรากำลังละเลย “เสียง” ส่วนใหญ่
ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้จะปกป้องหรือเรียกร้องความชอบธรรมให้รัฐบาลสมัครหรือทักษิณแต่อย่างใด เพราะผมก็ไม่เห็นว่าการสนับสนุนคนให้ก่อหนี้เพื่อบริโภคอย่างทักษิณนั้นจะช่วยแก้ปัญหาให้ “เสียง” เหล่านั้นได้ แต่ด้วยสภาพความเป็นไปในตอนนี้ ผมอยากให้คำนึงกันถึง “เสียง” ร้องจากชีวิตที่ไม่มั่นคงที่กลายมาเป็นฐานเสียงให้ทั้งสองรัฐบาลนั้นด้วย คำนึงที่ว่าไม่ใช่รักษารัฐบาลนี้ไว้ให้มา “Spoil” ชาวบ้านต่อไป แต่คำนึงว่าจะทำอย่างไรชีวิตพวกนั้นจึงได้มีความมั่นคงขึ้นมาบ้าง มีความมั่นคงพอจะไม่ตกเป็นเหยื่อของนักขายนโยบายหน้าใหม่ (หรือหน้าเก่า เก่ามาก แต่ยังได้โอกาสใหม่ๆในการขายนโยบายอยู่เรื่อย) อีกต่อไปในอนาคต
ผมไม่ใช่คนไทยมากไปกว่าในความหมายของการมีบัตรประชาชน ผมไม่เจ็บปวดรวดร้าวกับความพินาศฉิบหายของการเมืองไทย แต่ผมปวดใจที่ “เสียง” จากชีวิตที่เลือกได้แต่เพียงกระเหม็ดกระแหม่ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศต้องถูกกลบด้วยเสียงตดเสียงเรอของคนท้องอิ่มในเมืองที่ดังออกมาเป็นเรื่องความถูกต้องอยู่เรื่อย






