หมีมองคน: ประเทศประชาธิปไตยที่ละเลย “เสียง” ส่วนใหญ่

9 กันยายน, 2008 at 5:24 pm (บทความ)

ปราชญ์ วิปลาส

 

โดยปรกติ เมื่อพูดถึงประชาธิปไตยในบ้านเรา เราก็มักจะพูดถึงการเคารพมติของ “เสียง” ส่วนใหญ่ แต่แน่นอนว่าเพื่อให้ดูน่ารักและมีจริยธรรมความมีน้ำใจตามจริตแบบไทยๆ เราก็จะแถมท้ายว่าแต่ต้องไม่ลืมฟัง “เสียง” ส่วนน้อยด้วย

 

แต่ในช่วงเวลานี้ ในขณะที่ “เสียง” ส่วนน้อยของชนชั้นกลางผู้มีอันจะกิน (โดยเปรียบเทียบ) ในเมืองกำลังก้องกังวานขับไล่รัฐบาลด้วยเหตุผลต่างๆ สื่อต่างๆมุ่งแต่นำเสนอข่าวการรบรากันของขั้วอำนาจ ถ้อยวิภาษต่อปัญหาของประเทศมีแต่เรื่องรัฐบาล พันธมิตรฯแก่ พันธมิตรฯอ่อน นปช. หรือกลุ่มพลังอื่นๆ ด้วยความเป็นไปทั้งหมดดังกล่าว ผมรู้สึกว่านี่เป็นอีกครั้งที่ประชาธิปไตยบ้านเรากำลังมาจนถึงจุดซ้ำซากเดิมๆที่ว่าเรากำลังละเลย “เสียง” ส่วนใหญ่กันอีกแล้ว

 

อนึ่ง ผมไม่ได้และไม่เคยเลยที่จะเห็นด้วยกับการ “อ้างเอา” ความชอบธรรมของรัฐบาลทักษิณและสมัครว่าตนเป็นรัฐบาลที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ ทั้งอ้างและพยายามชี้นำโดยนัยให้เห็นว่าเพียงแค่นั้นก็เรียกว่าเป็นประชาธิปไตย เพราะนั่นเป็นการอ้างเพื่อรักษาอำนาจ เป็นการป้องกัน “ตัว” เป็นการฉวยโอกาสเอา “เสียง” ส่วนใหญ่มาเป็นรองเท้าให้อำนาจใส่เดิน ผมไม่ยอมรับการอ้างแบบนั้น

 

“เสียง” ส่วนใหญ่ที่ผมกำลังจะพูดถึงนั้นคือ “เสียง” ที่มีความหมายมากกว่าเพียงรอยขีดปากกาสองครั้งในบัตรเลือกตั้ง มันคือ “เสียงร้อง” ที่เป็นเหตุผลว่า ทั้งที่มีความพยายามชี้ให้เห็นว่าทักษิณนั้นเป็นอย่างไร แต่ทำไม “เสียง” ส่วนใหญ่ก็ยังร้องรับเมื่อเห็นว่านายสมัครมาเป็นอะไรบางอย่างที่คล้ายกับตัวแทนของทักษิณหรือพลังประชาชนคือร่างใหม่ของไทยรักไทยเดิม

 

ประชาธิปไตยตัวแทนเป็นระบอบที่เปิดโอกาสให้ “เสียง” ต่างๆในที่ห่างไกลได้เดินทางเข้ามาในเมือง และไม่เพียงเท่านั้น มันยังเปิดโอกาสให้ “เสียง” เหล่านั้นได้มีโอกาสเรียกเอาทรัพยากรต่างๆในประเทศให้ได้รับการจัดสรรถึงมือ (ชีวิต) ตัวเองด้วย ฉะนั้น เมื่อชาวบ้านเลือกรัฐบาลที่คนในเมืองตัดสินว่าไม่มีจริยธรรมหรือเวลาชาวบ้านขายเสียง นั่นจึงไม่ใช่เรื่องที่คนในเมืองจะเอาจริยธรรมในแบบตัวเองมาเป็นบรรทัดฐานตัดสินว่าขายเสียงคือเลวหรือเลือกรัฐบาลแบบนั้นคือโง่ เพราะสำหรับชาวบ้าน แม้ไม่ออกมาเป็นคำพูดชัดเจนแบบที่กำลังจะกล่าวต่อไปนี้ แต่การเลือกตั้งก็คือโอกาสที่จะทำให้ตนได้รับซึ่งทรัพยากรที่ตนคิดว่าดีและไม่เคยได้มีมาก่อน ซึ่งตรงนี้ผมเห็นว่าไม่ต่างอะไรจากคนในเมืองที่อยากได้รถไฟฟ้า ถ้าสมัครสร้างรถไฟฟ้าให้ร้อยสาย เราก็จะใช้มัน ใช้มันทั้งที่ปากด่าสมัครและอยากไล่สมัครไปให้พ้นๆมันอย่างนั้นทุกวันนั่นแหละ เราฉลาด เรามีเหตุผล เรารู้ว่าเรามีสิทธิ์จะได้อะไร เรามีวิจารณญาณพอจะแยกแยะว่าของดีของคนที่เราคิดว่าไม่ดีไม่ใช่ของไม่ดี เราบอกตัวเองอย่างนั้น

 

สิ่งที่รัฐบาลทักษิณทำไว้และจับใจชาวบ้านเป็นอย่างมากก็คือ การทำให้รู้สึกว่ามีเงินใช้เมื่อ “อยาก” ใช้ (ผมจะไม่ใช้คำว่า “จำเป็น” ในบริบทนี้ เพราะในโลกบริโภคนิยม การรักษาความเป็นมนุษย์ที่ไม่แปลกแยกจากคนอื่นของตัวเองไว้ก็เป็นเรื่องจำเป็นอย่างหนึ่ง ถ้าใครสักคนใช้เงินเพราะความ “อยาก” ด้วยมันจะสามารถรักษาความเป็นมนุษย์ที่ไม่แปลกแยกตามแบบฉบับที่บริโภคนิยมปลูกฝังไว้ได้ นั่นก็คือความจำเป็นในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แม้ใครจะมองว่าสิ่งที่ซื้อไปเพราะความอยากนั้นไม่มีความจำเป็นกับชีวิตก็ตามที) รัฐบาลทักษิณได้สร้างเงื่อนไขทางความรู้สึกที่ว่า ตราบใดที่ยังมีรัฐบาลตน ชาวบ้านก็จะยังคงได้รับการตอบสนองความต้องการอย่างนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเมื่อไทยรักไทยคืนชีพใหม่ในนามพลังประชาชน ชาวบ้านก็ยังคงยินดีจะส่ง “เสียง” ตอบรับเช่นเคย

 

ช่วงปลายปีที่แล้วผมได้มีโอกาสไปทำแบบสอบถามศึกษาถึงต้นทุน รายรับรายจ่ายของเกษตรกรในจังหวัดราชบุรี อ่างทอง และจันทบุรี ในบรรดาเกษตรกรสามถึงสี่ร้อยครัวเรือนที่ทำการศึกษานั้น พบว่ามีเพียงไม่กี่ครอบครัวที่มีรายได้จากเงินเดือนหรือรายได้ประจำในทางอื่นใด รายได้หลักยังคงอิงอยู่กับฤดูกาลทั้งที่เป็นฤดูกาลจริงๆและฤดูกาลที่ถูกบีบบังคับด้วยอำนาจทางวิทยาศาสตร์ (การใช้ยาเร่งดอกเร่งผล) มีไม่ถึงห้าสิบครอบครัวที่มีเงินออมอยู่ในธนาคาร ซึ่งเงินออมนั้นก็อยู่ไม่นานพอแม้เพียงเพื่อให้ได้ดอกเบี้ยเล็กๆน้อยๆมาให้ลูกหลานกินขนม ออมได้พักๆก็ต้องถอนออกมาใช้เสียแล้ว (เว้นแต่จะเป็นเจ้าที่ดินที่มีพื้นที่เพาะปลูกเป็นร้อยไร่ แบบนั้นไม่เพียงมีเงินออมแต่ยังสามารถสะสมทุนไว้ลงต่อได้ด้วย) ชีวิตเหล่านั้นดำรงอยู่ได้ด้วยระบบเงินหมุน ระบบดังกล่าวทำให้ไม่เคยมีการคิดคำนวณกำไรหลังหักต้นทุน ส่วนใหญ่ไม่มีการจดบันทึกต้นทุนรายรับรายจ่ายไว้เป็นสถิติ การขาดทุนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตลอด ทุกบ้านเป็นหนี้ธกส. บางบ้านไม่ใช่ไม่รู้ว่าที่ทำๆอยู่ทุกปีนั้นขาดทุน ความจริงคือรู้ทั้งรู้ว่าขาดทุนแต่ก็ต้องทำเพราะที่ “เชื่อ” กันอยู่คือตนเองไม่มีทางเลือกอื่น และที่สำคัญ จะขาดทุนหรือกำไร จะต้องดิ้นรนสร้างหนี้จากแหล่งหนึ่งเพื่อผันเงินมาใช้หนี้อีกแหล่งหนึ่ง แต่ถ้าที่สุดแล้วยังมีเงินใช้เมื่อจำเป็นต้องใช้ในการดำรงชีวิต เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

 

แม้ทั้งสามจังหวัดที่ผมไปมาจะไม่ใช่ฐานเสียงใหญ่ของไทยรักไทยหรือพลังประชาชน และเกษตรกรบางรายในพื้นที่ดังกล่าวก็เกลียดทักษิณจากข้อตกลงการค้าเสรีที่ทำให้คนหันไปกินแอปเปิ้ลราคาถูกจากจีนมากกว่ามะม่วงในประเทศ แต่ผมเชื่อว่าชีวิตที่ดำเนินไปด้วยการหมุนเงินใช้แบบนั้นน่าจะกระจัดกระจายอยู่มากมายในส่วนต่างๆของประเทศ โดยเฉพาะภาคอีสานที่ได้ชื่อมาจนทุกวันนี้ว่ามีคนยากจนอยู่มากที่สุดในประเทศและเป็นฐานเสียงของไทยรักไทยและพลังประชาชน ด้วยสภาพดังกล่าว ผมเห็นว่านโยบายอย่างกองทุนหมู่บ้าน การพักหนี้เกษตรกร หรืออะไรก็ตามที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการจับจ่ายของชาวบ้านอย่างที่ไทยรักไทยใช้เป็นจุดขายนี้เองที่จะถูกจริตกับชีวิตอันยากลำบากแบบนั้นได้ และแน่นอน ด้วยเรื่องของการสร้างเงื่อนไขดังกล่าวไปแล้ว พลังประชาชนเลยพลอยฟ้าพลอยฝนได้รับอานิสงไปด้วย

 

ชีวิตที่ลำบากยากจนแบบนั้นนั่นแหละที่กลายเป็นฐานเสียงให้รัฐบาลไทยรักไทยถึงสองสมัย และการที่พลังประชาชนได้รับความเชื่อมั่นให้บริหารประเทศต่อนั้นก็คงเพียงพอจะสะท้อนให้เห็นว่า ความลำบากยากจนบนชีวิตเงินหมุนนั้นยังไม่จบสิ้น และความความยากจนที่ทักษิณประกาศจะทำให้หายไปในหกปียังคงมีตัวตนอยู่ เพียงแต่ดูเจือจางและรู้สึกหรือสัมผัสถึงได้ยากขึ้นเท่านั้น

 

ผมรับได้กับม็อบหรือการเคลื่อนไหวต่างๆเพื่อแสดง “เสียง” ของตัวเองออกมาตามระบอบประชาธิปไตย แต่ผมรับไม่ค่อยได้ที่นักวิชาการหรือปัญญาชนหรือชนชั้นกลางในเมืองที่ดูน่าจะมีการศึกษากำลังแสดงออกไปในทางที่ละเลย “เสียง” ส่วนใหญ่ ในความคิดของผมแล้ว ต่อให้นายสมัครรู้จักฟังเสียงคนรอบข้างลาออกอย่างที่ดร.เตชทำ (เป็นตัวอย่าง ถ้านายกฯจะสนใจบ้าง) ต่อให้พลังประชาชนถูกยุบพรรค จะแบบไหนก็ไม่มีวันที่ปัญหาจะจบได้ ซึ่งปัญหาที่ว่าก็คือปัญหาปากท้องของชาวบ้านที่ส่ง “เสียง” ส่วนใหญ่ออกมาเป็นรัฐบาลทักษิณและรัฐบาลสมัครนี้นี่เอง ถ้ารัฐบาลนี้สาบสูญหรือถึงขั้นสูญพันธุ์ไป ที่จะหายไปก็มีแค่ความขัดข้องใจของคนส่วนหนึ่ง แต่ปัญหาปากท้องของ “เสียง” ส่วนใหญ่ก็จะยังคงดำรงตนของมันอยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง

 

สิ่งที่ทักษิณทำไว้ไม่ใช่เรื่องที่จะรื้อถอนกันได้ด้วยการทำให้สายสัมพันธ์ต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับเขาหายไป เขาสร้างรูปแบบการใช้นโยบายที่เป็นตัวอย่างว่าจะขายอะไรอย่างไรแล้วเป้าหมายจึงจะซื้อ รัฐบาลต่อๆไป (ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับไทยรักไทยหรือพลังประชาชน) ก็คงดีแต่เอาโครงการเหล่านั้นมาปัดฝุ่นเปลี่ยนชื่อให้ดูเหมือนว่าเป็นนโยบายของตัวเอง หรือไม่ก็สร้างนโยบายอื่นที่อยู่บนฐานคิดแบบประชานิยมออกมา และที่สำคัญ ถ้ารัฐบาลต่อจากนี้ไม่มีผู้นำที่มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน พวกเขาก็คงจะหลอกกินเสียงของ “เสียง” ส่วนใหญ่ไปได้เรื่อยๆ ด้วยการ “Spoil” ลักษณะการดำรงชีวิตของชาวบ้านที่ต้องผูกพันอยู่กับเรื่องเงินๆทองๆดังที่ทักษิณทำไว้เป็นตัวอย่าง

 

นี่แหละที่ผมบอกว่าเรากำลังละเลย “เสียง” ส่วนใหญ่

 

ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้จะปกป้องหรือเรียกร้องความชอบธรรมให้รัฐบาลสมัครหรือทักษิณแต่อย่างใด เพราะผมก็ไม่เห็นว่าการสนับสนุนคนให้ก่อหนี้เพื่อบริโภคอย่างทักษิณนั้นจะช่วยแก้ปัญหาให้ “เสียง” เหล่านั้นได้ แต่ด้วยสภาพความเป็นไปในตอนนี้ ผมอยากให้คำนึงกันถึง “เสียง” ร้องจากชีวิตที่ไม่มั่นคงที่กลายมาเป็นฐานเสียงให้ทั้งสองรัฐบาลนั้นด้วย คำนึงที่ว่าไม่ใช่รักษารัฐบาลนี้ไว้ให้มา “Spoil” ชาวบ้านต่อไป แต่คำนึงว่าจะทำอย่างไรชีวิตพวกนั้นจึงได้มีความมั่นคงขึ้นมาบ้าง มีความมั่นคงพอจะไม่ตกเป็นเหยื่อของนักขายนโยบายหน้าใหม่ (หรือหน้าเก่า เก่ามาก แต่ยังได้โอกาสใหม่ๆในการขายนโยบายอยู่เรื่อย) อีกต่อไปในอนาคต

 

ผมไม่ใช่คนไทยมากไปกว่าในความหมายของการมีบัตรประชาชน ผมไม่เจ็บปวดรวดร้าวกับความพินาศฉิบหายของการเมืองไทย แต่ผมปวดใจที่ “เสียง” จากชีวิตที่เลือกได้แต่เพียงกระเหม็ดกระแหม่ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศต้องถูกกลบด้วยเสียงตดเสียงเรอของคนท้องอิ่มในเมืองที่ดังออกมาเป็นเรื่องความถูกต้องอยู่เรื่อย

8 ความเห็น

  1. วิญญ์ พูดว่า,

    เห็นด้วยกับพี่ครับ ระบอบประชาธิปไตยบอกว่าทุกคนเท่าเทียมกัน แต่จริงๆไม่มีใครคิดแบบนั้นหรอก มักจะมีคนบอกว่า ความคิดของตัวเอง ดีกว่าของคนอื่นเสมอ

    แต่มองในแง่ดี ระบอบนี้ ทำให้ทุกคนมีสิทธิออกเสียงครับ ถ้าวันนึงเสียงส่วนใหญ่ของประเทศเขาโดนเมินมากๆเข้า ผมว่า เขาก็คงไม่ยอมทนแหละนะ (หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น)

  2. เหยาหมิง พูดว่า,

    ตอนนี้ผมกำลังคิดว่าจะทำยังไงให้มนุษยชาติก้าวเข้าสู่ขั้นต่อไป ไม่รู้ว่าเพ้อเจ้อเกินไปรึเปล่า แต่ที่แน่ๆ ระบบทุกระบบที่มนุษย์ใช้มากันจนถึงทุกวันนี้มันใช้ไม่ได้หรอก เพราะงั้นผมไม่ออกความเห็นละกันนะค้าบพี่หมี

  3. ปราชญ์ วิปลาส พูดว่า,

    มนุษยชาติเลยเหรอ เอาแค่มนุษย “ชาติ” ไทยก่อนมั้ย แล้วระบบทุกวันนี้มันไม่ดียังไงอะ

  4. วิญญ์ พูดว่า,

    จริงๆพี่ถามเหยา แต่ผมอยากมีส่วนร่วม

    ระบบทุกวันนี้ ไม่ดีอย่างไร

    1.ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ไม่ดีเพราะว่า จริงๆมันไม่ต่างอะไรกับพวกมากลากไปเท่าไรนัก

    2.ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ไม่ดีเพราะว่า เมื่อมีการแข่งขัน ก็ต้องมีคนแพ้ คนชนะ และระบบนี้ ไม่มีใครสนใจคนแพ้

    แต่ที่เรายังต้องใช้ชีวิตใน 2 ระบบนี้อยู่ ก็เพราะยังไม่มีใครคิดระบบที่ดีกว่านี้ได้

    พี่ว่าจริงมะ

  5. ปราชญ์ วิปลาส พูดว่า,

    “แต่ที่เรายังต้องใช้ชีวิตใน 2 ระบบนี้อยู่ ก็เพราะยังไม่มีใครคิดระบบที่ดีกว่านี้ได้”<<<<แบบนี้มันก็เหมือนต่อไปอะไรที่ดูแล้วไม่ดีเราก็ต้องหนีมันท่าเดียวนะสิ แล้วถ้าเกิดเราเลือกไม่ได้จริงๆล่ะ เรามีวิธีจะอยู่ร่วมกับมันไหม กับไอ้ระบบที่ว่าน่ะ?

  6. วิญญ์ พูดว่า,

    ทุกวันนี้ผมอยู่ร่วมกับระบบทุนนิยมด้วยการปฏิเสธมันครับ ส่วนระบบประชาธิปไตยเนี่ย ก็พยายามเข้าใจว่าระบบนี้ให้เสรีภาพแก่ทุกคน แต่อดเซ็งไม่ได้เหมือนกันที่มีคนบางกลุ่มดูจะมีเสรีภาพมากกว่าคนอื่นมากไปหน่อย

  7. chetsada544 พูดว่า,

    สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติต์ พระบรมราชินีนารถ ทรงส่งเสริมงานในด้านศิลปะหัตกรรมท้องถิ่น เช่น เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าไหมไทยและกระเป๋าที่ทำจากหญ้าลิเภา ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ชาวต่างชาติได้รู้จักผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านของไทย ทำให้ประชาชนสามารถมีรายได้จากการผลิตศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านพร้อมกับเป็นการรักษาศิลปวัฒนธรรมในท้องถิ่นให้ยืนหยัดคงทนได้อย่างภาคภูมิ

  8. chetsada544 พูดว่า,

    ทหารต้องยอมเสียสละความสุขส่วนตัว ทนทุกข์ทรมานอยู่ในป่าเขาลำเนาไพร ต้องผจญกับภัยอันตรายต่าง ๆ นานา เพียงเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติไทยมิให้ใครมารุกราน และเพื่อให้พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนได้อยู่อย่างสงบสุขร่มเย็น คงความเป็นเอกราชอยู่ในแผ่นดินทองนี้สืบ ต่อไป

เขียนความคิดเห็น