หมีดูหนัง: The Village (2004)

12 กันยายน, 2008 at 5:16 pm (บทความ)

หมีดูหนัง: The Village (2004)

บทเพิ่มเติมและตกหล่นจากเสวนาวิชาการว่าด้วยภาพยนตร์เรื่อง The Village (2004) ในแง่มุมทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

ปราชญ์ วิปลาส

เพราะมีโอกาสได้เป็นผู้นำการเสวนาดังกล่าว และรู้สึกว่ายังมีหลายอย่างที่ไม่ได้พูด ทั้งเรื่องที่พูดไปแล้วก็รู้สึกว่ายังพูดไม่ชัดเจน เลยเป็นที่มาของบทความนี้ เผื่อว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมการเสวนาเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วย

***SPOILER**SPOILER**SPOILER**SPOILER**SPOILER**SPOILER**SPOILER**SPOILER***

โดยส่วนตัว เมื่อดูหนังแล้วผมจะเกิดการเปรียบเทียบสิ่งที่ปรากฏในหนังกับความเป็นจริง (หรืออาจจะเรียกว่าประสบการณ์ก็ได้) และผมเชื่อว่า การเปรียบเทียบสิ่งที่ปรากฏในหนังกับความเป็นจริง/ประสบการณ์นั้นเกิดขึ้นกับทุกคน เห็นได้ชัดและง่ายที่สุดจากการที่เราดูหนังสักเรื่องแล้วบอกว่าชอบหรือไม่ชอบหรือรู้สึกอย่างไรกับมัน นั่นเกิดจากการเปรียบเทียบสิ่งที่เห็นในหนังเข้ากับความเป็นจริง/ประสบการณ์ของเรา แล้วสื่อสารออกมาว่าหนังกับความเป็นจริง/ประสบการณ์ของเรานั้นมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร

ผมปฏิเสธที่จะดูหนังแล้วคิดว่ามันก็เป็นแค่หนัง แค่เรื่องที่แต่งขึ้น เป็นเพียงจินตนาการ เพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการ เกิดขึ้นจากความคิด และความคิดของมนุษย์เกิดจากการมี “สัมพันธ์” กับสังคม เช่นนั้นแล้ว ผมจึงมองว่า หนังเป็นการยกระดับความคิดจากการที่มีอยู่แต่เพียงในหัวผู้สร้างสู่การมี “ปฏิสัมพันธ์” กับสังคม เป็นการสะท้อนว่าสังคมได้ฉายภาพความคิดแบบไหนลงไปในหัวผู้สร้างหนังบ้าง

เพราะฉะนั้น สำหรับผมแล้ว จะเป็นหนังที่หลุดโลกไปเลยมากๆ หรือต่อให้เป็นหนังที่ใครต่อใครตราหน้าว่ามันห่วยเห่ยยับเยิน (ไม่ว่าจะทางอารมณ์ความรู้สึกหรืออย่างเป็นศาสตร์การผลิต) ขนาดไหน หนังทุกประเภทล้วนฉายออกมาซึ่งสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของผู้สร้าง ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของสังคมที่ขัดเกลาผู้สร้างหนัง และในขณะเดียวกัน สิ่งที่เราได้จากการดูหนังก็สะท้อนถึงสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของเรา ซึ่งสะท้อนภาพของสังคมที่ขัดเกลาตัวเราเช่นกัน

ผมดูหนังของ M. Night Shyamalan ในเวทีฮอลลีวูดทุกเรื่อง สำหรับ The Village ผมได้ดูเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว และเป็นแรงบันดาลใจให้อยากดูหนังของผู้ชายคนนี้ทุกเรื่องตลอดไป อย่างน้อยความรู้สึกนั้นก็เป็นจริงในตอนนี้

ตอนที่ดู The Village ครั้งแรก ผมดูทั้งๆที่รู้มาก่อนแล้วว่ามันเป็นหนังที่จบแบบหักมุม รู้กระทั่งว่าหักมุมที่ว่ามันหักยังไง ปรกติแล้ว การดูหนังประเภทจบหักมุมด้วยความรู้ก่อนดูแบบนั้นน่าจะทำลายอรรถรสของหนังไป แต่ทั้งที่รู้อย่างนั้นความตื่นเต้นของผมกลับไม่ลดลงไปแม้แต่น้อย กลับกัน การที่รู้จุดจบของเรื่องมาก่อนทำให้ผมตั้งคำถามต่อเนื้อหาในเรื่องใหม่ แทนที่จะถามว่า “อะไร” ผมกลับถามว่า “ทำไม” และ “อย่างไร”

The Village คือเรื่องราวของคนเก้าคนที่สูญเสียคนสำคัญในชีวิตไปเพราะสิ่งที่สังคมเรียกว่า “อาชญากรรม” (crime) ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ พวกเขาได้พบเจอกันใน “ศูนย์ให้คำปรึกษา” (Counseling Center) แบ่งปันแลกเปลี่ยนความเจ็บปวดจากการสูญเสียซึ่งกันและกัน และในที่สุด Edward Walker อาจารย์สอนประวัติศาสตร์แห่ง University of Pennsylvania ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ต้องเจ็บปวดจากการสูญเสียเช่นกันก็ได้เสนอความคิดเรื่องการหันหลังให้สังคมแล้วไปตั้งชุมชนหมู่บ้านดังที่ปรากฏในเรื่องขึ้นมา

สิ่งที่ผมเห็นเยอะที่สุดใน The Village ก็คือความกลัว ความกลัวอันเกิดจากวาทกรรมเรื่อง Those we do not speak of (ปีศาจชุดแดงในเรื่อง) ที่ The Elder (กลุ่มคนทั้งเก้าดังกล่าวไปแล้ว) สร้างขึ้น ความกลัวที่บังคับย่างก้าวของสมาชิกหมู่บ้านทั้งหมดไม่ให้ก้าวพ้นแนวป่าที่มีธงสีเหลือง เว้นแต่ตัว The Elder เองที่ยังต้องก้าวพ้นไปสวมบทลับล่อของ Those we do not speak of เพื่อรักษาความกลัวของหมู่บ้านไว้

ผมเรียกเรื่องราวของ Those we don’t speak of ว่าเป็นวาทกรรมเพราะเห็นว่านอกจากจะมีกระบวนการสร้างความหมายให้มันแล้ว The Elder ยังคงมีกระบวนการในการรักษาความหมายของมันไว้ด้วย

การถูกครอบงำด้วยความกลัวจากวาทกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดสภาวะที่ Michel Foucault เรียกว่า Les Corps Docile (ชื่อบทหนึ่งใน Surveiller et Punir; Discipline & Punishment) หรือเป็นภาษาไทยภายใต้สำนวนและชื่อหนังสือแปลของ ทองกร โภคธรรม ว่า “ร่างกายใต้บงการ” และในความรู้สึกของผม บางส่วนของวาทกรรมดังกล่าวยังสร้าง “มายาคติ” (Myths) ขึ้นใน The Village ด้วย

สภาวะร่างกายใต้บงการ

การทำงานของความกลัวที่มีต่อ Those we don’t speak of ใน The Village เป็นไปในลักษณะดังนี้

[1] การสร้างความเชื่อครอบงำที่ว่า “Those we don’t speak of เป็นสิ่งที่ถ้าเราไม่ล่วงล้ำเข้าไปในป่า พวกเขาก็จะไม่บุกรุกเข้ามาในหมู่บ้าน” จะเห็นได้ว่าตัวตนของ Those we don’t speak of ที่ The Elder สร้างไว้ในหมู่บ้านมีความเป็น “ปฏิปักษ์” กับหมู่บ้านแฝงอยู่ โดยความเป็นปฏิปักษ์ดังกล่าวจะแสดงออกมาเมื่อมีการล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตของ Those we don’t speak of

[2] สร้างอัตลักษณ์ของ Those we don’t speak of ให้ดูเป็นสิ่งที่น่ากลัว เชื่อว่าเป็นไปเพื่อสนับสนุนข้อ (1) เพื่อไม่ให้มีการล่วงล้ำเข้าไปในป่า สังเกตได้จากฉากการสนทนาในห้องเรียนระหว่าง Edward Walker กับเด็กๆหลังจากที่เจอลูกสัตว์ถูกฆ่าถลกหนัง เมื่อ Edward Walkerใช้คำว่า “culprit” ที่สามารถแปลได้ว่า “ผู้ร้าย” ถามนำให้เด็กๆนึกว่าใครเป็นคนทำเรื่องโหดร้ายดังกล่าวแล้วเด็กๆก็นึกถึง Those we don’t speak of ขึ้นมาในทันที และเด็กๆยังพูดถึงลักษณะของ Those we don’t speak of ว่าเป็น “พวกกินเนื้อ” และ “มีกงเล็บขนาดใหญ่” ทั้งที่พวกเด็กๆไม่เคยเห็น Those we don’t speak of

[3] ตั้งเสาธงเหลืองที่ถือเป็น “สีปลอดภัย” (safe color) ไว้ตามชายป่าที่สุดเขตหมู่บ้านและต้องมีคนคอยไปป้ายสีเหลืองที่เสาดังกล่าว

[4] The Elder สวมชุด Those we don’t speak of มาปรากฏตัววับๆแวมๆให้เห็นแถบชายป่า

[5] มีการทำเสียงของ Those we don’t speak of ให้ดังออกมาจากในป่า

[6] ตั้งหอสังเกตการณ์ล่วงล้ำของ Those we don’t speak of เพื่อสั่นระฆังเตือนภัย

[7] ให้สร้างห้องใต้ดินไว้หลบภัยในกรณีที่ Those we don’t speak of บุกเข้ามาในหมู่บ้าน

[8] สร้างความหมายให้ “สีแดง” เป็น “สีชั่วร้าย” (bad color) โดยให้เหตุผลว่าสีดังกล่าวจะดึงดูด Those we don’t speak of เข้ามา

ข้อ [1] และ [2] คือวาทกรรม Those we don’t speak of เป็นส่วนของการให้ความหมายกับ Those we don’t speak of ส่วนข้อ [3] ถึง [8] ผมเห็นว่าเป็นกระบวนการรักษาความหมายของ Those we don’t speak of ภายใต้เนื้อหาของวาทกรรมที่ The Elder สร้างขึ้น

ในข้อ [1] ถึง [5] เป็นการบังคับร่างกายของสมาชิกในหมู่บ้านไม่ให้เดินทางออกนอกเขตหมู่บ้าน ในข้อ [6] และ [7] ทันทีที่เสียงระฆังเตือนว่า Those we don’t speak of บุกเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านทุกคนก็รีบเข้าบ้านและลงไปซ่อนตัวในห้องใต้ดิน ข้อ [8] ฉากชาวบ้านสองคนกวาดลานบ้านตอนต้นเรื่อง ทันที่พวกเธอเห็นช่อลูกเบอรี่สีแดงพวกเธอก็รีบเอามันไปฝังในทันที

ทั้งหมดคือร่างกายใต้บงการภายใต้วาทกรรม Those we don’t speak of ที่ผมมองเห็นใน The Village

มายาคติ

ในข้อ [3] และ [8] ชาวบ้านถูกทำให้เชื่อว่าสีแดงนั้นเป็นสีชั่วร้ายตามธรรมชาติ ความชั่วร้ายเป็น “nature” ของสีแดง ในทางกลับกัน ความปลอดภัยก็เป็น “nature” ของสีเหลือง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนั่นไม่ใช่ “nature” หากแต่เป็น “nurture” หรือเป็นธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้น เกิดจากการปลูกฝัง ไม่ใช่ธรรมชาติจริงๆของสีทั้งสอง แลความน่ากลัวทั้งหมดของ Those we don’t speak of ก็ไม่ใช่เรื่องจริง หากแต่เป็นความจริงที่ถูกสร้างขึ้นและทำให้เชื่อว่าเป็นจริงตามธรรมชาติ ทำให้สีทั้งสองมีความหมายมากกว่าความเป็นสี หากแต่มีความหมายในเชิงค่านิยมหรืออุดมการณ์ ซึ่งถ้าจะยกตัวอย่างอย่าง Roland Barthes ผู้เขียนเรื่อง “มายาคติ” ก็คล้ายกับการที่เราให้เด็กเล่นของเล่นที่จำลองจากสิ่งที่มีอยู่ในสังคมมานานจนเหมือนว่าเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง แล้วเด็กก็เชื่อว่านั่นคือธรรมชาติของสังคม เป็นการจำกัดกรอบความคิด (อาจโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้ แต่ใน The Village ตั้งใจ)

………………………………………………………

ต่อคำถามที่ว่าแล้วทั้งวาทกรรมและมายาคติดังกล่าวมีไว้เพื่ออะไร ก็ต้องดูถึงสาเหตุที่คนทั้งเก้าหันหลังให้สังคมเมืองมาสร้างหมู่บ้านของตัวเอง ซึ่งก็คือความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนสำคัญไปทำให้พวกเขากลัวที่จะต้องกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมอีกนั่นเอง

ที่น่าสนใจ จากผู้ก่อตั้งเพียงเก้าคนและ Lucius Hunt ในวัยเด็กซึ่งเป็นลูกชายของ Alice Hunt หนึ่งในกลุ่มผู้ก่อตั้ง ผู้ก่อตั้งก็ยังผลิตลูกหลานออกมาอีก นั่นหมายความว่า ความตั้งใจของกลุ่มผู้ก่อตั้งไม่ได้มีแค่ปิดขังตัวเองจากโลกภายนอกหรือสังคมที่ตัวเองไม่อาจอยู่ร่วมได้ หากแต่ยังปรารถนาจะสร้างโลกแบบใหม่ขึ้นมาในพื้นที่ปิดล้อมนั้น โลกแบบที่ตัวเองเชื่อว่าดีกว่า และปรารถนาที่จะให้ทุกคนใช้ชีวิต (ถูกกักขัง?) อยู่ในโลกที่ดีในความคิดตัวเองที่ว่า

ซึ่งวาทกรรมและมายาคติดังกล่าวก็มีไว้เพื่อเหตุผลนั้นนั่นเอง…

มาถึงตรงนี้ ผมมองว่าเส้นแบ่งระหว่าง “พื้นที่” ของความต้องการที่จะรักษาชีวิตที่ตนคิดว่าดีไว้ให้ลูกหลานกับ “พื้นที่” ของความกลัวที่ว่าตนจะต้องสูญเสียอำนาจในการควบคุมความเป็นไปในหมู่บ้านให้เป็นไปอย่างตั้งใจได้พร่าเลือนจนทำให้พื้นที่ทั้งสองหลอมรวมเป็นพื้นที่เดียวกัน กลายเป็นความกลัวว่าจะรักษาวิถีชีวิตที่ตัวคิดว่าดีเอาไว้ไม่ได้ และถามว่าปัจจัยอะไรที่จะทำให้ชีวิตที่ตนคิดว่าดีนั้นสลายไป คำตอบก็คือการติดต่อกับสังคมนั่นเอง

ถ้ามองในแง่ดีโดยไม่ต้องคิดถึงว่าวิถีชีวิตใหม่นั้นมันดีจริงหรือเปล่า นั่นก็เป็นเจตนาดีของคนกลุ่มนั้น แต่ถ้ามองในแง่ร้าย (ซึ่งผมชอบ ไม่เชื่อก็ดูคำโปรยที่หัวบล็อก) นั่นก็แค่ความกลัวที่ตัวเองจะต้องสูญเสียอำนาจในการควบคุมหรือปกครองทุกสิ่งให้เป็นอย่างที่ตนตั้งใจไป

ในกรณีนี้ แรงขับดันในความกลัวดังกล่าวได้ทำให้ผู้ก่อตั้ง [ต่อไปจะเรียกว่า “ผู้ปกครอง” (ไม่ใช่พ่อแม่นะครับ)] สร้างความกลัวชุดใหม่ขึ้นมาเป็น “อำนาจ” ในการควบคุมสรรพสิ่งในธรรมชาติที่ตัวเองสร้างขึ้น และมันออกมาในรูปวาทกรรมและมายาคติเกี่ยวกับ Those we don’t speak of ดังกล่าวไปแล้ว

The Village ในโลกแห่งความเป็นจริง: กรณี “ประเทศ” และ “ชาติ” ไทย

ในโลกแห่งความเป็นจริง เอาเฉพาะใน “ชาติ” ไทย ผู้ปกครองมีการสร้างวาทกรรมความกลัวหลากหลายรูปแบบขึ้นมาเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองในการควบคุมวิถีชีวิต (ระบอบการปกครองเป็นต้น) ที่ตัวเองคิดว่าดีไว้ เช่นในสมัยรัชกาลที่หก เมื่อตระหนักดีถึงอิทธิพลของกลุ่มคนจีนในประเทศก็ได้มีการสร้างวาทกรรมลูกจีนที่ทำให้คนจีนดูเป็นอะไรที่ “ไม่ดี” ขึ้นมา หรือในช่วงต้นของรัชกาลปัจจุบัน วาทกรรมความกลัวหลักคงไม่พ้นเรื่องคอมมิวนิสต์ และถ้าเอาที่ใกล้ตัวเข้ามาอีกก็ไม่พ้นวาทกรรมเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งนี้ทั้งนั้นล้วนเป็นไปเพื่อรักษาวิถีชีวิตที่ผู้ปกครองคิดว่าดีและปรารถนาให้ผู้ใต้ปกครองได้มีใช้ต่อไปเอาไว้ทั้งนั้น และที่น่ากลัวก็คือ วาทกรรมเหล่านั้นทำให้ผู้ใต้ปกครองตกอยู่ในสภาวะร่างกายใต้บงการจนนอกจากจะไม่ทำในสิ่งที่จะทำให้ตนได้ชื่อว่าหลงผิดแล้ว บ่อยครั้งยังเอาวาทกรรมที่ว่ามาใช้ในการฟาดฟันกันเองด้วย

การสร้างหมู่บ้านหรือชุมชนใน The Village หากมองดีๆแล้วจะเห็นว่าอยู่บนกฎอันแข็งแกร่งบนฐานความคิดแยกขั้วความเป็น “พวกเขา/พวกเรา” คือ “คนในหมู่บ้าน/Those we don’t speak of” และ “หมู่บ้าน/เมืองอื่น” ซึ่งดูจะเป็น concept ประการหนึ่งของความเป็นชุมชน กล่าวคือเป็นการระบุพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นภูมิศาสตร์จริงๆหรือภูมิศาสตร์อัตลักษณ์หรือภูมิศาสตร์วัฒนธรรม ใน The Village พวกตัวละครอาศัยอยู่ในหมู่บ้านติดป่าคัฟวิงตั้นวู้ด และในป่าคัฟวิงตั้นวู้ดมี Those we don’t speak of อาศัยอยู่ และเพื่อยึดโยงจิตใจของคนในหมู่บ้านให้คงอยู่ในชุมชนให้ได้ก็ต้องมีการทำให้เมืองอื่นดูไม่ดี ดังที่ในเรื่อง Finton Coin (ตัวละครตัวหนึ่ง) พูดถึงเมืองอื่นว่าเป็น “Wicked places where wicked people live” หรือ “เมืองชั่วร้ายที่มีคนชั่วร้ายอาศัยอยู่” ทั้งที่จริงๆแล้ว ด้วยวาทกรรมที่ครอบงำหมู่บ้านอยู่ Finton Coin ย่อมไม่เคยก้าวผ่านคัฟวิงตั้นวู้ดไปถึงเมืองอื่น เพราะฉะนั้น ลักษณะของเมืองอื่นที่เขาเชื่อว่าเป็นจริงจนพูดออกมาอย่างนั้นย่อมต้องมาจากการปลูกฝังของผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน และนั่นคือความเชื่อที่ตกทอดมาจากความคิดของผู้ปกครอง (The Elder) ในหมู่บ้านนั่นเอง ซึ่งนั่นหมายความว่า ในขณะที่ผู้ปกครองกระทำสิ่งต่างๆเพื่อยืนยันถึงการมีตัวตนของความกลัวที่ตนใช้เป็นอำนาจครอบงำ ความกลัวเหล่านั้นก็ได้รับการถ่ายทอดส่งผ่านถึงกันอย่างรุ่นต่อรุ่นด้วย ก่อเกิดเป็นการครอบงำแบบข้ามเวลาและช่วงอายุขึ้น

“ชาติ” ไทยเองก็มีการสร้างขึ้นบนพื้นฐานอันแข็งแกร่งของ “ความเป็นเรา/ความเป็นอื่น” นอกจากมีขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่แน่นอนในเชิงพิกัดตัวเลขที่หลงเหลือมาจากยุคล่าอาณานิคม เราก็มีการสร้างศัตรูร่วมของ “ชาติ” ไทยด้วย พม่าเป็นจำเลยหลักที่คอยมารุกรานเราอยู่เรื่อยในประวัติศาสตร์กระแสหลัก คอมมิวนิสต์เป็นตัวร้ายที่ต้องการล้มล้างสถาบันหลักอยู่ช่วงเวลาหนึ่งและยังคงหลงเหลือกลิ่นอายอันชั่วร้ายนั้นอยู่ เป็นโชคดีของเขมรที่คนไทยโยนความผิดกรณีเขาพระวิหารไปให้คน “ชาติ” เดียวกันเสีย ไม่อย่างนั้นอาจมีโอกาสได้ขึ้นมาเทียบรัศมีเป็นศัตรูร่วมของ “ชาติ” ไทยในฐานะโจรแย่งชิงดิงแดนได้

ความที่ “ประเทศ” ไทยนั้นแม้ไม่ใหญ่มากแต่ก็ยังมากพอจะทำให้คนใน “ประเทศ” ไม่อาจเห็นหน้ากันทั่วเห็นหัวกันครบและไม่อาจ (ไม่มีวัน) รู้จักกันหมด อีกทั้งในบรรดาคนมากมายดังกล่าวนั้นก็ยังมีความแตกต่างอันหลากหลาย เพื่อยึดโยงความคิดของคนทั้งหมดอันจะนำไปสู่การสร้างสภาวะร่างกายใต้บงการให้เกิดแก่คนใน “ประเทศ” ได้นั้น นอกจากการสร้าง “ศัตรูร่วม” ดังกล่าวและการสร้างศูนย์รวมจิตใจอย่างสามสถาบันหลักขึ้นมาแล้ว ยังมีการสร้างวาทกรรมต่างๆขึ้นมาเพื่อระบุพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ด้านต่างๆของคนใน “ประเทศ” (ภูมิภาค, อัตลักษณ์, วัฒนธรรม, ประเพณี ฯลฯ) เพื่อให้รู้ว่าคนแบบไหนถึงจะอยู่ใน “ประเทศ” เดียวกัน ทำให้เกิดความรู้สึกทำนองที่ว่า แม้ไม่ได้เห็นหน้าค่าตาหรือรู้จักกัน แต่เราก็รับรู้ได้ว่ามีคนอื่นที่เป็นพวกเดียวกับเราอยู่ในขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่เรียกว่า “ประเทศ” เดียวกัน รู้สึกราวกับว่าแม้ไม่เคยเจอกันแต่แท้จริงแล้วคนเหล่านั้นก็คือญาติพี่น้องหรือคนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน เกิดความสัมพันธ์ทางใจเหมือนหมู่บ้านหรือชุมชนใน The Village ที่ทุกคนเห็นหน้าค่าตาและรู้จักกันหมด ต่างกันตรงที่ใน The Village นั้นเห็นและรู้จักกันจริงๆ แต่ใน “ประเทศ” ไทยนั้นเห็นและรู้จักกันอยู่ในความรู้สึก เป็นการรู้จักกันในจินตนาการ จึงอุปมาได้ว่าเป็น “ชุมชนในจินตนาการ” (Imagined Community) ซึ่งเป็นคำที่ Ben Anderson ใช้เป็นนิยามสั้นๆแทนความหมายของคำว่า “ชาติ” นั่นเอง

ในการจะดำรงความเป็น “ชาติ” หรือ “หมู่บ้าน” (ในจินตนาการ) ให้สงบราบคาบได้อย่างใจผู้ปกครอง ก็ต้องมีการกำจัดสิ่งที่เป็นภัยต่อการดำรงอยู่อันผาสุกนั้นไป ใน The Village เมื่อพบเห็นสีชั่วร้ายก็ต้องเอาไปฝัง ถามว่าจะให้กลัวอยู่แต่ในใจนั้นมิได้หรือ ในความคิดของผม เมือมีผู้คิดใช้ความกลัวเป็นอำนาจครอบงำเพื่อควบคุม ผู้นั้นคงมิได้ต้องการจะเห็นแค่ความกลัว แต่ต้องการเห็นการศิโรราบ/ยอมจำนนต่ออำนาจควบคุมที่ตนเองสร้างขึ้น ต้องทำให้เป็นพิธีกรรมให้เห็นเด่นชัดเพื่อแสดงว่าอำนาจนั้นยังคงมีตัวตนอยู่

ใน “ชาติ” ไทย เมื่อเห็นอะไรชั่วร้ายเข้าข่ายว่าหลงผิดไปจากความเป็น “ชาติ” อะไรที่ว่าชั่วร้ายนั่นก็จะถูกเอาไปฝังเช่นกัน อยู่ที่ว่าจะฝังแบบไหน แบบดินกลบหน้า แบบถีบลงเขา แบบเผาในถัง แบบหลังติดถนน ซึ่งการฝังดังกล่าวมักถูกทำให้ดูมีความชอบทำโดยอาศัยวาทกรรมความกลัว (ที่กลายเป็นอำนาจครอบงำ) ที่มีอยู่ในสังคม และเพื่อแสดงให้เห็นว่าอำนาจควบคุมนั้นยังมีอยู่ ก็ต้องมีพิธีกรรมเพื่อแสดงออกถึงการศิโรราบ/ยอมจำนนต่ออำนาจ โดยอาจอยู่ในความหมายอื่นเช่นความจงรักภักดีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (ชาติ) ซึ่งแท้จริงแล้วก็เป็นเพียงฉากปิดบังความกลัว ในด้านผลที่มีต่อตัวผู้แสดงการศิโรราบ/ยอมจำนน นอกจากจะเป็นการสร้าง “แรงเสริมลบ” (Negative Reinforcement) คือทำให้กลัวการถูกฝังจนลดพฤติกรรมต่อต้านแล้ว ภายใต้การอำพรางการศิโรราบ/ยอมจำนนให้ปรากฏเป็นสิ่งอื่นที่ดูดีดังกล่าวที่ไม่ใช่ความกลัวยังเป็นการสร้าง “แรงเสริมบวก” (Positive Reinforcement) ให้อยากแสดงการศิโรราบ/ยอมจำนนมากขึ้นด้วย

ใน The Village ความตายของลูกชายของ The Elder คนหนึ่งก่อ “แรงเสริมบวก” ให้ Lucius Hunt ต้องการจะฝ่าป่าคัฟวิงตั้นวู้ดไปยังเมืองอื่นเพื่อหาตัวยาที่จะรักษาชีวิตของคนในหมู่บ้านได้ เขาเสนอความตั้งใจนั้นต่อหน้า The Elder ทั้งเก้า มองในบริบทของหนังแล้ว นั่นเป็นการประกาศเจตนาในการฝ่าฝืนกฎที่ The Elder วางไว้เพื่อรักษาวิถีชีวิตในหมู่บ้าน ทั้งยังแสดงความเชื่อมั่นว่าเจตนาที่บริสุทธิ์ของตัวเองจะทำให้ Those we don’t speak of เข้าใจและไม่ทำร้ายตน ตรงนี้สำหรับ The Elder แล้วก็คงเหมือนว่ามีคนมา “ขอฝ่าฝืนกฎเหล็กของหมู่บ้านด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ที่อยากเห็นชีวิตในหมู่บ้านนี้ดีขึ้น”

มาถึงตรงนี้ ผมก็พลันสงสัยขึ้นมาว่า ถ้ามีคนทำอย่างนั้นขึ้นมาใน “ชาติ” ไทย คนผู้นั้นจะได้รับการตอบรับแบบไหนจากผู้ปกครอง หรือคนใต้ปกครองที่มีความคิดจิตใจแบบเดียวกันกับผู้ปกครองกัน “แรงเสริมบวก” จากคนรอบข้างจะเกิดขึ้นเพราะเจตนาบริสุทธิ์ของคนผู้นั้น หรือความกลัวอันแน่นหนาที่ครอบงำจะเพิ่ม “แรงเสริมลบ” จนทำให้ต้องรีบช่วยกันเอา “คนพรรค์นั้น” ไปฝังกันแน่

ปล.: ขอบคุณม่อนและโครงการบัณฑิตศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มอบโอกาสในการเป็นผู้นำการเสวนาดังกล่าวให้กับผม ขอบคุณจากใจจริงครับ

7 ความเห็น

  1. FragileBoy พูดว่า,

    ไม่เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้นะ

    วันนี้ดูถ่ายทอดสดดีเบท เห็นคนหน้าคล้ายๆ ได้มาไปดูมาป่ะ?

    -_-”

  2. ปราชญ์ วิปลาส พูดว่า,

    ถ้าดีเบทวันเสาร์ที่ 13 ก.ย. ที่ผ่านมาก็ไปดูมาครับ

  3. เหยาวิปลาส พูดว่า,

    อ่านจบแล้ว อธิบายให้เห็นภาพชัดเจนดีนะัคับ ชักอยากเรียนมนุษย์ขึ้นมานิสๆ

    แต่ไม่อยากสอบว่ะ

  4. ปราชญ์ วิปลาส พูดว่า,

    ไม่ต้องเรียนก็ได้ หาหนังสืออ่านเอาดิ

  5. ปราชญ์ วิปลาส : The Village วาทกรรมบงการ : ReadCamp ทุกอย่างอ่านได้ พูดว่า,

    [...] ที่มา – ปราชญ์ วิปลาส, หมีดูหนัง: The Village (2004), ในคอกคิดอันคับแคบของข้าพเจ้า, 12 [...]

  6. chetsada544 พูดว่า,

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาวิชาดนตรี จากหนังสือ ทรงฝึกเครื่องดนตรี ตามแบบฉบับการศึกษาดนตรีอย่างงแท้จริง ภายหลังเมื่อขึ้นครองราชย์แล้วทรงเปียโนเพิ่มเพื่อใช้ประกอบพระราชนิพนธ์เพลง และเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ทูลเกล้า ฯ ถวายพระราชสมัญญาว่าทรงเป็น “ อัครศิลปิน ”

  7. chetsada544 พูดว่า,

    ทหารทุกคนได้ผ่านการฝึกอบรมให้มีความรู้ ความเข้าใจถึงการปฏิบัติงาน ในด้านต่างๆ ต่อประชาชน โดยให้เคารพสิทธิส่วนบุคคล และไม่ละเมิดในสิ่งที่ผิดต่อหลักทางศาสนา หรือขัดต่อวัฒนธรรมขนบธรรมเนียม และประเพณีท้องถิ่นของประชาชนในพื้นที่ ปฏิบัติงานอยู่ในกฎระเบียบวินัย ภายใต้การควบคุมของผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นอย่างเคร่งครัด

เขียนความคิดเห็น